วันอาทิตย์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

มทภ.4 ประชุมวิทยุเครื่องแดง“ศูนย์มณโฑ”วางมาตรการรักษาความปลอดภัยหาดใหญ่

แม่ทัพภาคที่ 4ประชุมร่วมกับ ภาคธุรกิจในหาดใหญ่และสมาชิกวิทยุเครื่องแดงเครือข่ายเฝ้าระวังเมืองหาดใหญ่ “ศูนย์มณโฑ” เพื่อร่วมกันวางมาตราการในการดูแลรักษาความปลอดภัยในพื้นที่

วันที่ 27 พ.ค.54 ที่โรงแรมซากุระแกรนด์วิว อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา พล.ท.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ แม่ทัพภาคที่ 4 และ พล.ต.เบ็ญจรงค์ เจริญพร ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 42 ได้ประชุมร่วมกับ นายกสมาคมโรงแรมหาดใหญ่-สงขลา, ประธานหอการค้าจังหวัดสงขลา, ประธานมูลนิธิมิตรภาพสามัคคี ท่งเซียเซี่ยงตึ้ง หาดใหญ่, ตัวแทนจากสมาพันธ์ธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดสงขลา, ตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐเอกชน และสมาชิกวิทยุเครื่องแดงเครือข่ายเฝ้าระวังเมืองหาดใหญ่ “ศูนย์มณโฑ” ประมาณ 500 คน

เพื่อร่วมกันวางมาตราการในการดูแลรักษาความปลอดภัยในพื้นที่จังหวัดสงขลา โดยเฉพาะย่านธุรกิจในเมืองหาดใหญ่ ที่จะมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในพื้นที่เป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ในขณะนี้เครือข่ายวิทยุเครื่องแดงของศูนย์มณโฑได้มีการจัดตั้งกองทุนขึ้น โดยได้รับเงินจากการบริจาคจากนักธุรกิจในพื้นที่หาดใหญ่ ซึ่งขณะนี้มีเงินถึงกว่าล้านบาท เพื่อเป็นเงินสวัสดิการในการดูแลเครื่องมืออุปกรณ์แก่สมาชิกในเครือข่ายอีกด้วย

พล.ท.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ แม่ทัพภาคที่ 4 ได้กล่าวชมเชยและขอบคุณคณะกรรมการและสมาชิกวิทยุเครื่องแดงเครือข่ายเฝ้าระวังเมืองหาดใหญ่ ทุกคนที่ร่วมมือกันด้วยความสามัคคีในการดูแลพื้นที่ด้วยความเสียสละ รวมถึงเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และ อส.ทุกนาย อีกด้วย ถือเป็นตัวอย่างของภาคประชาชนที่เป็นโมเดลในการช่วยกันรักษาความปลอดภัยเมืองของตนเอง

ข้อมูลจาก...ผู้จัดการ ออนไลน์

โรงแรมหรรษาเจ.บี.เปิดให้บริการวันแรกแล้ว

โรงแรมหรรษา เจ.บี.ประกาศเปิดให้บริการเป็นวันแรก หลังจากปิดให้บริการมา 3 วัน ด้าน บริษัท หาดใหญ่หรรษาพลาซ่า จำกัด ได้ทำการประมูลซื้อที่ดิน ทรัพย์สินทั้งหมดของโรงแรม เจ.บี.หาดใหญ่ ในราคา 461 ล้านบาท และพร้อมจะพัฒนาให้เป็นโรงแรมในระดับ 5 ดาวต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 27 พ.ค.54 โรงแรมหรรษา เจ.บี.ประกาศเปิดให้บริการวันแรก ด้วยบรรยากาศที่ยังเงียบเหงา ภายหลังจากที่ บริษัท หาดใหญ่หรรษาพลาซ่า จำกัด ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินจากธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) เป็นที่เรียบร้อยแล้วในวันที่ 23 พ.ค.ที่ผ่านมา แต่ต้องประกาศหยุดให้บริการอย่างกะทันหันในคืนนั้น ขณะที่มีลูกค้าทั้งในห้องพักและงานเลี้ยง และลูกค้าจำนวนมากต้องเปลี่ยนสถานที่พัก และจัดอย่างอย่างชุลมุน เนื่องจากผู้เช่ากิจการเดิมจากธนาคารทหารไทย ยังคงเปิดให้บริการ และรับจองทั้งห้องพัก ห้องสัมมนาตลอดทั้งเดือน แม้ว่าจะแจ้งยกเลิกสัญญาเช่า แม้ว่ามีการประมูลซื้อและโอนกรรมสิทธิ์ไปเรียบร้อยแล้ว จนนำไปสู่การใช้กำลังกลุ่มชายฉกรรจ์ปิดโรงแรมดังที่เคยนำเสนอข่าวมาแล้ว

ทั้งนี้ การเข้าบริหารโรงแรมหรรษา เจ.บี. นั้น ได้มีการประกาศว่าจะยกระดับให้เป็นโรงแรมระดับ 5 ดาวที่ต้อนรับแขกระดับแนวหน้า และรองรับการจัดเลี้ยงทุกรูปแบบ และพร้อมจะรับพนักงานเดิมเข้าร่วมงานเพื่อพัฒนาการบริการของโรงแรมให้ดียิ่งขึ้น และบริษัท หาดใหญ่หรรษาพลาซ่า จำกัด จะเป็นผู้รับผิดชอบจ่ายเงินเดือนประจำเดือนพฤษภาคม 2554 ให้พนักงานที่เข้าร่วมงานกับบริษัทต่อไป

อย่างไรก็ตาม สำหรับปัญหายืดเยื้อระหว่างผู้เช่ากิจการเดิม และธนาคารทหารไทย ซึ่งอ้างว่ายังไม่ได้รับความเป็นธรรมในการยกเลิกสัญญาเช่านั้น พบว่า เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2554 นางณัฐยา บุญเจริญ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายพัฒนาสินทรัพย์ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ได้ส่งหนังสือยกเลิกสัญญาเช่ากับ นายอัครเดช เชื้อชูวงศ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท เซาเทิร์นโฮเตล แมเนจ จำกัด ว่า

ตามที่ธนาคารได้ให้บริษัทเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 50718 และ 50721 ต.หาดใหญ่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เนื้อที่รวม 6 ไร่ 3 งาน 83.80 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้าง รวมทั้งเฟอร์นิเจอร์ อุปกรณ์ เครื่องมือ และทรัพย์สินอื่นๆ ซึ่งเป็นสถานประกอบกิจการโรงแรมนั้น เนื่องจากธนาคารได้ตกลงขายทรัพย์สินทั้งหมดให้แก่บุคคลภายนอกแล้ว จึงไม่สามารถให้บริษัทเช่าได้ต่อไป และให้สัญญาเช่ามีผลสิ้นสุดลงนับตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2554

พร้อมขอให้บริษัทนำเงินค่าเช่าตามสัญญาเช่าสำหรับงวดเดือนเมษายน 2554 เป็นเงิน 658,333.50 บาท รวมถึงเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน และภาษีอื่นๆ และเงินอื่นใดที่บริษัทต้องชำระตามที่กำหนดในสัญญาเช่ามาชำระแก่ธนาคาร ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 5 เมษายน 2554 พร้อมส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าคืนแก่ธนาคารในสภาพเรียบร้อย ภายในวันที่ 30 เมษายน 2554

ต่อมาในวันที่ 23 พฤษภาคม 2554 นางสาวอุทุมพร คุณากร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารพิจารณาสินเชื่อธุรกิจ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ได้ส่งหนังสือถึงนายอัครเดช เชื้อชูวงศ์ อีกครั้ง โดยอ้างถึงหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่า ฉบับวันที่ 29 มีนาคม 2554 และแจ้งให้ทราบว่า ธนาคารได้ตกลงขายและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ พร้อมทั้งส่งมอบการครอบครองทรัพย์สินที่ดินโฉนดเลขที่ 50718 และ 50721 ต.หาดใหญ่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เนื้อที่รวม 6 ไร่ 3 งาน 83.80 ตารางวา

พร้อมสิ่งปลูกสร้าง รวมทั้งเฟอร์นิเจอร์ อุปกรณ์ เครื่องมือ และทรัพย์สินอื่นๆ ซึ่งปัจจุบันเป็นสถานที่ประกอบกิจการโรงแรม เจ.บี.โฮเต็ล ตามสัญญาเช่าลงวันที่ 28 กันยายน 2550 และบันทึกข้อตกลงแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาเช่าลงวันที่ 19 สิงหาคม 2551 ให้แก่ บริษัท หาดใหญ่หรรษาพลาซ่า จำกัด เป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2554

ในวันเดียวกันธนาคารยังได้ส่งหนังสือถึงบริษัท หาดใหญ่หรรษาพลาซ่า จำกัด ภายหลังจากที่ นางสาวอมรรัตน์ มีสุขศรี ได้ตกลงซื้อขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นสถานที่ประกอบกิจการโรงแรม เจ.บี.หาดใหญ่ ในราคา 461 ล้านบาท โดยได้ชำระเงินมัดจำไว้แล้วจำนวน 69.15 ล้านบาท และชำระราคาทรัพย์สินส่วนที่เหลือจำนวน 391.85 ล้านบาท ในวันที่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์และส่งมอบการครอบครองทรัพย์สิน ในวันที่ 23 พฤษภาคม 2554

ข้อมูลจาก...ผู้จัดการ ออนไลน์

ทร.ภาค 2 จับเรือประมงเวียดนาม 2 ลำ รุกล้ำน่านน้ำ

ทัพเรือภาคที่ 2 จ.สงขลา จับกุมเรือประมงเวียดนาม 2 ลำ พร้อมลูกเรือ 23 คน รุกล้ำน่านน้ำอ่าวไทยเข้ามาทำการประมงบริเวณเกาะกระ จ.นครศรีธรรมราช เป็นการจับกุมเรือเวียดนามครั้งที่ 6 ในรอบปีนี้

เมื่อวันที่ 26 พ.ค.54 พล.ร.ท.วิฑูรย์ คัมภีระพันธุ์ ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 2 สงขลา ทหารเรือทัพเรือภาคที่ 2 สงขลา และทหารเรือทัพเรือภาคที่ 2 ได้จับกุมเรือประมงสัญชาติเวียดนาม จำนวน 2 ลำ พร้อมลูกเรือรวม 23 คน ประกอบด้วยเรือ CM 91467 TS มีลูกเรือ 12 คน และเรือ CM 19575 TS มีลูกเรือ 11 คน ซึ่งเป็นเรือประมงวางเบ็ด ขณะรุกล้ำเข้ามาลักลอบทำการประมงในเขตน่านน้ำอ่าวไทย ห่างจากบริเวณเกาะกระ จ.นครศรีธรรมราช ไปทางทิศตะวันออก 16 ไมล์ทะเล

หลังจากที่เรือตรวจการ ต.993 ออกลาดตระเวนในบริเวณดังกล่าวได้ไปพบจึงได้เข้าทำการจับกุม ก่อนที่จะลากจูงกลับเข้าฝั่งที่ท่าเทียบเรือฐานทัพเรือสงขลา ทัพเรือภาคที่ 2

เบื้องต้นได้ควบคุมตัวลูกเรือทั้งหมดดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยสิทธิการประมงและการประกอบการเรือประมงไทย พ.ศ. 2482 และจะประสานไปยังสถานทูตเวียดนามประจำประเทศไทย เพื่อส่งตัวกลับประเทศต่อไป

พล.ร.ท.วิฑูรย์ คัมภีระพันธุ์ ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 2 กล่าวว่า การจับกุมเรือประมงเวียดนามในครั้งนี้เป็นครั้งที่ 6 ในรอบปีนี้ ซึ่งสามารถจับกุมเรือได้ 18 ลำพร้อมลูกเรือ 249 คน และทางทัพเรือภาคที่ 2 ยังคงลาดตระเวนคุมเข้มน่านน้ำอ่าวไทย เพื่อจับกุมอย่างต่อเนื่อง และเน้นการตรวจค้นในเรื่องของยาเสพติด และน้ำมันเถื่อน

ข้อมูลจาก...ผู้จัดการ ออนไลน์

รับ 64 คนไทยจากมาเลย์ในโครงการร่วมมือช่วยเหลือจากการค้ามนุษย์

วันที่ 26 พ.ค.54 ที่ศาลาประชาคม อ.สะเดา จ.สงขลา นายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นายมูฮัมหมัดฮัดตา บิน กัซซิน ในนามรัฐบาลประเทศมาเลเซีย รองเลขาธิการ ศอ.บต. กงสุลใหญ่ ณ เมืองปีนัง อัครราชทูตที่ปรึกษา ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ นายพิรสิญจ์ พันธุ์เพ็ง ผู้แทนผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา และผู้แทนผู้ว่าราชการจังหวัดอีก 4 จังหวัดชายแดนใต้ ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการตำรวจชายแดนได้ และพี่น้องคนไทยในบริเวณพื้นที่ใกล้เคียง ร่วมในพิธีรับมอบคนไทย ในโครงการพัฒนาความร่วมมือเพื่อช่วยเหลือผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์และคนไทยตกทุกข์ได้ยากระหว่างประเทศไทยกับประเทศมาเลเซียครั้งที่ 6 จำนวน 64 คน เนื่องในโอกาสพิเศษ เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ในวันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม 2554 ทั้งประเทศไทย และประเทศมาเลเซีย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันช่วยเหลือคนไทยตกทุกข์ได้ยากและผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ ไทย-มาเลเซีย เพื่อช่วยเหลือส่งคนไทยที่ประสบปัญหาด้านแรงงาน กลับสู่บ้านเกิดในประเทศไทย

นายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในนามรัฐบาลประเทศไทย กล่าวว่า รัฐบาลไทยมีนโยบายที่เข้มงวด ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ ตลอดจนให้ความคุ้มครองต่อชาวต่างชาติ และชาวไทยที่ตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ในประเทศไทย รวมทั้งเหยื่อชาวไทยที่ตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ ในต่างประเทศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวอีกว่า โครงการนี้เป็นความร่วมมือเพื่อช่วยเหลือผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์และคนไทยที่ตกทุกข์ได้ยากระหว่างประเทศไทยกับประเทศมาเลเซียในครั้งนี้ เป็นการพัฒนาความร่วมมือที่ดี ซึ่งสามารถขยายผลไปยังประเทศต่าง ๆ ที่มีคนไทยตกเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ ถูกล่อล่วงไปทำงาน ให้กลับสู่ภูมิลำเนาของตนเอง เพื่อกลับคืนสู่อ้อมอกของพ่อแม่พี่น้อง

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ยังเน้นย้ำให้กับผู้ที่คิดจะเดินทางไปแสวงหางานในต่างประเทศ หรือเข้าไปทำงานผิดเงื่อนไข และขัดต่อกฎหมายของประเทศต่าง ๆ ให้ดำเนินการให้ถูกต้อง ในนามของรัฐบาลไทย ขอขอบคุณรัฐบาลมาเลเซีย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจากประเทศมาเลเซียที่ให้ความอนุเคราะห์ดำเนินการช่วยเหลือพี่น้องคนไทยที่ถูกล่อลวงไปทำงานได้กลับสู่ประเทศไทยด้วยความปลอดภัยในครั้งนี้

ข้อมูลจาก...ผู้จัดการ ออนไลน์

พ่อ “น้องธัญย์” ร้องรัฐไทยติดตามสิงคโปร์ช่วยเหลือ หลังถูกรถไฟทับขาขาด

ครอบครัวน้องธัญย์ ด.ญ.ณิชชารีย์ เป็นเอกชนะศักดิ์ อายุ13 ปี นักเรียนไทยในประเทศสิงคโปร์ที่ประสบอุบัติเหตุถูกรถไฟฟ้าMRT ของสิงคโปร์ทับขาขาดเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งช่วยเหลือในเรื่องของมาตรการทางกฎหมายและการเยียวยาจากสิงคโปร์ หลังการช่วยเหลือยังล่าช้าและลูกสาวยังคงรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลในสิงคโปร์

จากกรณีที่ ด.ญ.ณิชชารีย์ เป็นเอกชนะศักดิ์ อายุ 13 ปี หรือน้องธัญย์ นักเรียนชั้นม.2 โรงเรียนจุฬาภรณ์ราชวิทยาลัย จ.ตรัง ซึ่งเดินทางไปเรียนซัมเมอร์คอร์สภาษาอังกฤษ เคมบริดจ์ที่ประเทศสิงคโปร์ และประสบอุบัติเหตุรถไฟฟ้า MRTทับขาขาดทั้งสองข้างเมื่อวันที่3 เมษายน ที่ผ่านมาและขณะนี้ยังคงพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลTan TocK Seng ในประเทศสิงคโปร์

ล่าสุดผู้สื่อข่าวรายงานว่าวันนี้ (26พ.ค.) นายกิตติ์ธเนส เป็นเอกชนะศักดิ์ พ่อของน้องธัญย์ ซึ่งกลับจากไปเยี่ยมลูกสาวที่ประเทศสิงคโปร์มาลงเครื่องที่ท่าอากาศยานหาดใหญ่ จ.สงขลา ได้ร้องเรียนผ่านผู้สื่อข่าวไปยังรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เร่งช่วยเหลือน้องธัญย์ ทั้งในส่วนของเรื่องคดีความและการเยียวยาจากหน่วยงานของประเทศสิงคโปร์ เนื่องจากขณะนี้เรื่องยังล่าช้า และน้องธัญย์ต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาลของประเทศสิงคโปร์อีกกว่า 3 เดือน

นายกิตติ์ธเนส กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนใดๆ จากทางผู้บริหารของรถไฟฟ้าSMRT ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งของเทมาเซ็กว่าจะช่วยเหลือเยียวยาอย่างไร โดยอ้างว่ากำลังรอผลการพิสูจน์จากจากตำรวจ แม้ว่ากระบวนการพิสูจน์ข้อเท็จจริงของตำรวจจะออกมาแล้วว่า อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความประมาทของน้องธัญย์ เพราะขณะเกิดเหตุยืนอยู่ในเส้นที่กำหนดไว้ แต่อาจจะถูกกระแทกหรือทำให้ตกลงไปในรางของรถไฟฟ้าและถูกทับขาจนขาด จึงต้องการให้รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตั้งทีมฝ่ายกฏหมายไปช่วยดูแล เพราะขณะนี้ครอบครัวตนติดตามเรื่องเพียงลำพังและหากหน่วยงานภาครัฐของไทยไม่ช่วย เป็นเรื่องยากและล่าช้าเพราะต้องต่อสู้กับหน่วยงานรัฐของประเทศสิงคโปร์

อย่างไรก็ตาม สำหรับอาการของน้องธัญย์ขณะนี้ดีขึ้นบาดแผลที่ขาทั้งสองข้างเริ่มหาย และอยู่ระหว่างการทำกายภาพบำบัดเพื่อเตรียมใส่ขาเทียมรวมทั้งสภาพจิตใจดีขึ้นและไม่ย้อท้อกับสภาพชีวิต แม้ขาจะขาดทั้งสองข้างยังคงตั้งใจที่จะเป็นจิตแพทย์ตามความฝันที่ตั้งไว้ แต่ต้องรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล Tan TocK Seng อีกกว่า3 เดือน

ส่วนความช่วยเหลือขณะนี้ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งเสด็จพระราชดำเนินไปยังประเทศสิงคโปร์เมื่อเร็วๆ นี้ ได้รับสั่งให้ราชเลขาสอบถามความช่วยเหลือโดยเฉพาะในเรื่องของขาเทียมผ่านโครงการขาเทียมของศูนย์ศิรินธร พร้อมกับได้ส่งผู้อำนวยการศูนย์ศิรินธรและทีมแพทย์ 8 คนไปประสานกับโรงพยาบาล Tan TocK Seng ซึ่งมีโครงการร่วมกับศูนย์ศิริธรอยู่แล้วเพื่อดูแลน้องธัญย์ในเรื่องของขาเทียมซึ่งเป็นพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น

นายกิตติ์ธเนส ยังกล่าวอีกว่า หลังจากนี้หากไม่ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลหรือหน่วยงานของไทยในเรื่องของคดี และการเรียกร้องการเยียวยาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของสิงคโปร์ ตนก็จะตั้งทนายเพื่อต่อสู้เอง ภายใต้ความช่วยเหลือของโรตารี่ จ.ตรัง ที่ตนเป็นสมาชิกอยู่ ซึ่งได้ประสานไปยังโรตารี่ภาคในสิงคโปร์เพื่อให้เตรียมแต่งตั้งทนายเข้ามาดูแลเรื่องนี้ต่อไป เพราะขณะนี้ในส่วนของค่ารักษาพยาบาลกว่า 1 ล้านบาทแล้วและจะต้องใส่ขาเทียมซึ่งมีราคาถึงคู่ละ 4 ล้านบาทและจะต้องเปลี่ยนทุกๆ 5 ปี

ข้อมูลจาก...ผู้จัดการ ออนไลน์

วันศุกร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

มาเลย์ส่ง 64 คนไทยที่โดนจับกลับบ้าน ในวโรกาสวันแม่แห่งชาติ 12 สิงหา

ศูนย์ข่าวหาดใหญ่ - ทางการมาเลเซียส่งกลับคนไทยที่ไปถูกจับกุมในมาเลเซียจำนวน 64 คน กลับประเทศ ภายใต้กิจกรรมคืนสู่เหย้า และวโรกาสวันแม่แห่งชาติ 12 สิงหามหาราชินี และต้อนรับเดือนรอมฎอน และงานบุญฮารีรายอของประเทศมาเลเซีย

วันที่ 26 พ.ค.54 ที่ห้องประชุมศาลาประชาคม อ.สะเดา จ.สงขลา นายถาวร เสนเนียม รักษาการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานรับมอบแรงงานไทย ผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ และคนไทยตกทุกข์ได้ยากที่ไปถูกจับกุมอยู่ในประเทศมาเลเซีย จำนวน 64 คน เป็น ชาย 47 คน หญิง 17 คน เด็กชาย 1 คน และเด็กหญิง 3 คน ส่วนใหญ่ เป็นแรงงานจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และจังหวัดอื่นๆ และถูกส่งตัวกลับประเทศ ทางด่านพรมแดนสะเดา โดยมี Mr.Muhannadhatta Bin Kassin (มูฮัมหมัดฮัดตา บิน กัซซิน) ผู้อำนวยการตรวจคนเข้าเมือง ประเทศมาเลเซีย เป็นผู้ส่งมอบ

การส่งคนไทยกลับประเทศในครั้งนี้ เป็นไปตามโครงการพัฒนาความร่วมมือเพื่อช่วยเหลือผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ และคนไทยที่ตกทุกข์ได้ยาก ระหว่างประเทศไทยกับประเทศมาเลเซีย ภายใต้ กิจกรรมคืนสู่เหย้า ครั้งที่ 4 โดยศูนย์อํานวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ จัดขึ้น เพื่อช่วยเหลือคนไทยที่ตกทุกข์ได้ยาก และผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ ไทย-มาเลเซีย เนื่องในวโรกาสวันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม มหาราชินี และต้อนรับเดือนรอมฎอน และงานบุญฮารีรายอของประเทศมาเลเซีย

ทั้งนี้ มี เอกอัครราชทูต ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ผู้ว่าราชการจังหวัด และผู้แทน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ หัวหน้าส่วนราชการต่างๆ ของประเทศไทย และประเทศมาเลเซีย เข้าร่วมพิธีรับมอบ ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะร่วมลงนามในการรับมอบแรงงานไทยทั้งหมด

กลุ่มคนไทยทั้งหมดต่างซาบซึ้งในมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินินาถ เนื่องในวันแม่แห่งชาติ จึงได้กลับภูมิลำเนาเร็วกว่ากำหนด

นางทิวาพร หลิน อายุ 44 ปี ชาว จ.อุดรธานี บอกว่า ถูกนายจ้างชาวมาเลเซีย หลอกให้ไปทำงานที่ร้านนวดแผนโบราณ โดยบอกจะให้เงินเดือนๆ ละ 10,000 บาท แต่ทำงานได้ไม่ถึง 1 เดือน ก็ถูกจับกุม และไม่ได้รับเงินเดือนและความช่วยเหลือใดๆ จากนายจ้างเช่นเดียวกับ

นายซามูดิง มูซง อายุ 27 ปี ชาว จ.ปัตตานี บอกว่า ทำงานเป็นกุ๊ก ที่ร้านอาหารไทย ในเมืองปีนัง ได้เงินเดือน 15,000 บาท ทำมาได้ประมาณ 3 เดือน ก็ถูกจับเนื่องจากไม่มีใบอนุญาตทำงานที่ถูกต้อง

ข้อมูลจาก...ผู้จัดการ ออนไลน์

วันพุธที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ศอ.บต. สั่งให้ตร.9 นายออกจากพื้นที่ใน 7 วันหลังพบปฏิบัติหน้าที่มิชอบ

เลขาธิการศูนย์อำนวยการการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ 9 นาย ออกจากพื้นที่ 3 จชต.ภายใน 7 วัน หลังถูกประชาชนร้องเรียน

วันที่ 24 พ.ค.54 มีรายงานข่าวว่า นายภาณุ อุทัยรัตน์ เลขาธิการศูนย์อำนวยการการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ได้ออกคำสั่ง ศอ.บต.ให้ข้าราชการตำรวจที่ถูกราษฏรร้องเรียนออกจากพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ภายใน 7 วัน จำนวน 9 ราย ภายหลังจากได้รับข้อร้องเรียนจากราษฏรผู้เสียหาย และได้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่ายแล้ว ได้พบว่าเป็นความจริงตามข้อร้องเรียนจึงได้ออกคำสั่งทันที

เหตุการณ์ดังกล่าวนี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2552 โดยมีราษฏรร้องเรียนว่า ได้รับความเดือดร้อนจากการมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปตรวจค้นโดยไม่มีหมายค้น และได้ยึดเอาเงินสด และทรัพย์สินของผู้ร้องไปโดยไม่คืนให้ครบถ้วน ต่อมาได้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากข้อร้องเรียนดังกล่าว ทั้งในระดับจังหวัด อำเภอ หน่วยงานที่สังกัดของผู้ถูกร้องเรียน และศูนย์ดำรงธรรม ศอ.บต.

จากการประมวลหลักฐานทำให้เชื่อได้ว่ากลุ่มเจ้าหน้าที่ทั้ง 9 ราย ได้ปฏิบัติตนและปฏิบัติราชการไม่เหมาะสม จนเป็นเหตุให้เกิดความเดือดร้อนและไม่เป็นธรรมแก่ประชาชน จึงอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.การบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2553 มาตรา 12 ประกอบกับ ประกาศคณะกรรมการยุทธศาตร์การพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กพต.) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และระยะเวลาในการสั่งให้เจ้าหน้าที่ของรัฐฝ่ายพลเรือนออกนอกพื้นที่ และการกลับเข้ามาดำรงตำแหน่งหน้าที่ หรือปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ผู้ถูกกล่าวหาพร้อมพวกรวม 9 คน ออกจากพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ภายใน 7 วัน นับตั้งแต่ทราบคำสั่ง

แม้กรณีดังกล่าวนี้จะเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2552 ก่อนการบังคับใช้ พ.ร.บ. การบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2553 แต่คำสั่งให้ออกออกพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ดังกล่าวนี้ก็สามารถมีผลบังคับใช้ได้

เลขาธิการ ศอ.บต. ยังได้ชี้แจงต่อไปอีกว่า ในเวลานี้ยังคงมีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับพฤติกรรมไม่เหมาะสมของข้าราชการอีกหลายราย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบสวนเพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ทั้งนี้จะเร่งสรุปผลในเร็ววันนี้

ข้อมูลจาก...ผู้จัดการ ออนไลน์

รับสมัคร ส.ส.สงขลาคึกคัก พท.ท้าชน ปชป.ลงครบทั้ง 8 เขต

บรรยากาศรับสมัครเลือกตั้ง ส.ส.สงขลาคึกคัก พรรคเพื่อไทยท้าชน พรรคประชาธิปัตย์ขนผู้สมัครครบทั้ง 8 เขต ภูมิใจไทยและรักษ์สันติลงแซม

วันที่ 24 พ.ค.54 บรรยากาศการรับสมัครเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งที่ จ.สงขลา ซึ่งมีขึ้นที่อาคารศรีเกียรติพัฒน์ องค์การบริหารส่วน จ.สงขลา เป็นไปอย่างคึกคักโดยเฉพาะสองพรรคการเมืองใหญ่ คือ พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเพื่อไทย ยกทีมผู้สมัครไปรอลงสมัครตั้งแต่เวลาประมาณ 07.00 น.ท่ามกลางกองเชียร์ของทั้งสองฝ่ายที่ไปรอมอบพวงมาลัยและดอกไม้เพื่อให้กำลังใจ

สำหรับพื้นที่ จ.สงขลา ในช่วงเช้ามีผู้สมัครจาก 4 พรรคการเมืองไปลงสมัคร ประกอบด้วยพรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย และพรรครักษ์สันติ แต่มีเพียงพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยที่ส่งผู้สมัครครบทั้ง 8 เขตเลือกตั้ง

ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ เขต 1 นายเจือ ราชสีห์ เขต 2 นายถิรพล ลาภาโรจนกิจ เขต 3 นายวิรัตน์ กัลยาศิริ เขต 4 นายชัยวุฒิ ผ่องแผ้ว เขต 5 นายประพร เอกอุรุ เขต 6 นายถาวร เสนเนียม เขต 7 นายศิริโชค โสภา และ เขต 8 พล.ต.ต.สุรินทร์ ปาลาเร่

ส่วนพรรคเพื่อไทย เขต 1 นายรณภพ วัตตะสิงห์ เขต 2 นายมนตรี แก้วแพง เขต 3 นายจำแลง มงคลนิสภกุล เขต 4 นายอรรถวุฒิ อารยะญาณ เขต 5 นายสมนิตย์ ประทุมวรรณ เขต 6 นายอับดุลเลาะฮ์ หล๊ะติหมะ เขต 7 นายอัศวิน สุ เขต 8 นายกอลยูบี จะเรเสะ

ขณะที่ผู้สมัครรายอื่นๆ ที่มาลงสมัครในช่วงเช้า ประกอบด้วย นายชัชวร เปียกลิ่น พรรคภูมิใจไทย เขต 1 และนายชอบ หิรัญสาย พรรครักษ์สันติ เขต 2

ข้อมูลจาก...ผู้จัดการ ออนไลน์

วันอังคารที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

สวนสัตว์สงขลาเปิดตัว “สวนน้ำ” จุดขายใหม่ดึงนักท่องเที่ยวไทย-เทศ

สวนสัตว์สงขลาเตรียมเปิดตัวสวนน้ำจุดขายใหม่ด้านการท่องเที่ยวของ จ.สงขลา และภาคใต้ รอทดสอบระบบน้ำก่อนเปิดให้ประชาชน และนักท่องเที่ยวเข้าชมความสวยงามอย่างเป็นทางในช่วงต้นเดือนสิงหาคมนี้

วันที่ 23 พ.ค.54 สวนสัตว์สงขลาลงนามข้อตกลงพันธมิตรทางธุรกิจ (MOU) กับองค์กรด้านการท่องเที่ยวทั้งภาครัฐและเอกชน พร้อมกับเปิดตัวสวนน้ำจุดขายใหม่ของสวนสัตว์สงขลา เป็นครั้งแรก ซึ่งขณะนี้ดำเนินการก่อสร้างเสร็จแล้ว และอยู่ระหว่างการทดสอบระบบน้ำให้ได้มาตรฐานสากล ก่อนเปิดให้ประชาชน และนักท่องเที่ยวได้เข้าชมอย่างเป็นทางการในช่วงต้นเดือนสิงหาคมนี้

นายเฉลิมวุฒิ เกษตรสมบูรณ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสวนสัตว์สงขลา รักษาการผู้อำนวยการสวนสัตว์สงขลา กล่าวว่า สวนน้ำของสวนสัตว์สงขลาจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวและจุดขายใหม่อีกแห่งหนึ่งของ จ.สงขลา และในภาคใต้ ที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติทั้งมาเลเซียและสิงคโปร์ให้เข้ามาเที่ยวใน จ.สงขลา เพิ่มขึ้น

ผู้ที่มาเที่ยวสวนสัตว์สงขลา นอกเหนือจากการชมความน่ารักของสัตว์หายากแล้ว ยังได้พักผ่อนเล่นน้ำภายในสวนน้ำด้วย ซึ่งเต็มไปด้วยบรรยากาศที่รายล้อมไปด้วยธรรมชาติ

สำหรับการลงนามกับเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจในครั้งนี้ เพื่อให้เกิดความร่วมมือในการดำเนินงานด้านการตลาดและการประชาสัมพันธ์ ก่อนที่จะมีการเปิดตัวสวนน้ำอย่างเป็นทางการ

ข้อมูลจาก...ผู้จัดการ ออนไลน์

วันจันทร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ประมงพื้นบ้านสงขลาเตรียมฟ้อง “นิวคอสตอล” หยุดเจาะน้ำมันเฟส2

ชาวประมงอวนลากเล็กและประมงพื้นบ้าน 6 อำเภอชายฝั่งจังหวัดสงขลา กว่า 300 คน มีมติให้ฟ้องศาลปกครองในเดือน ก.ค.นี้ เพื่อขอให้คุ้มครองที่ทำกินแหล่งสุดท้าย ก่อนบริษัทนิวคอสตอลที่ได้รับสัมปทานขุดเจาะน้ำมันจะขยายการขุดเจาะเฟส 2 ห่างจากฝั่ง 13 ก.ม.

จากกรณีชาวประมงอวนลากเล็กและประมงพื้นบ้าน 6 อำเภอชายฝั่งจังหวัดสงขลา กว่า 300 คน ที่ได้รับความเดือดร้อนจากการขุดเจาะน้ำมันบริเวณชายฝั่งจังหวัดสงขลา ของบริษัทนิวคอสตอล(ประเทศไทย) จำกัด ทำให้สูญเสียที่ทำมาหากินมากว่า 2 ปี และกำลังขยายโครงการ 2 เข้ามาใกล้ชายฝั่ง 13 กิโลเมตร ออกมารวมตัวกันลงประชามตินำเรื่องความเดือดร้อนของชาวประมงฟ้องศาลปกครอง เพื่อขอให้คุ้มครองที่ทำกินแหล่งสุดท้ายของชาวประมงและให้ระงับการขยายการขุดเจาะน้ำมันเฟส 2 ของบริษัทนิวคอสตอล (ประเทศไทย) จำกัด ที่จะทำการขุดเจาะน้ำมันบริเวณชายฝั่ง เนื่องจากประสบปัญหาสัตว์น้ำทุกชนิดลดน้อยลงเป็นจำนวนมาก สาเหตุจากมลพิษที่ออกมาจากแท่นขุดเจาะน้ำมัน

วันที่ 21 พ.ค.54 เวลา 08.00 น. ณ ที่ทำการกลุ่มประมง กลุ่มนายบุญช่วย รวมใจ เลขที่ 55/2 หมู่ที่ 1 ต.หัวเขา อ.สิงหนคร จ.สงขลา นายบุญช่วย ฟองเจริญ แกนนำเรือประมงอวนลากเล็ก และตัวแทนเรือประมงอวนลากเล็กและเรือประมงพื้นบ้าน จาก อ.เมือง อ.สิงหนคร อ.จะนะ อ.เทพา อ.ระโนดและ อ.สทิงพระ จ.สงขลา กว่า 300 คน ได้เดินทางมารวมกันเพื่อร่วมปรึกษาหารือ หลังได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาการออกไปทำการประมงในทะเลในพื้นที่ อ.สทิงพระ ซึ่งมีการขุดเจาะน้ำมันของบริษัทนิวคอสตอล (ประเทศไทย) จำกัด ปริมาณสัตว์น้ำทุกชนิดลดลง เนื่องจากสภาพน้ำบริเวณแท่นขุดเจาะอาจเกิดมลพิษ ส่งผลกระทบกับชาวประมงขนาดเล็กมาเป็นเวลา 2 ปี ตั้งแต่ทางบริษัทฯเข้ามาขุดเจาะน้ำมันในพื้นที่ชายฝั่ง อ.สทิงพระ จ.สงขลา และกำลังขยายฐานเฟส 2 มาใกล้ชายฝั่ง 13 กิโลเมตร บริเวณเกาะหนูเกาะแมวของจังหวัดสงขลา

โดยในการร่วมประชุมหารือในครั้งนี้ ทุกคนได้มีประชามติร่วมกันที่จะนำเรื่องความเดือดร้อนของชาวประมงฟ้องศาลปกครอง เพื่อขอให้ศาลปกครองมีคำสั่งคุ้มครองที่ทำกินแหล่งสุดท้ายของชาวประมงและให้ระงับการขยายการขุดเจาะน้ำมันเฟส 2 ของบริษัทนิวคอสตอล (ประเทศไทย) จำกัด ที่จะทำการขุดเจาะน้ำมันบริเวณชายฝั่ง 13 กิโลเมตร ออกไปให้พ้นจากชายฝั่งที่ทำกินแหล่งสุดท้ายของชาวประมง

เนื่องจากที่ผ่านมา ชาวประมงอวนลากเล็กและเรือประมงพื้นบ้าน ได้เข้าพบและยื่นหนังสือต่อนายวิญญู ทองสกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ขอให้ระงับการขุดเจาะน้ำมันเฟส 2 ของบริษัทนิวคอสตอล (ประเทศไทย) จำกัด ที่จะทำการขุดเจาะน้ำมันบริเวณชายฝั่ง 13 กิโลเมตรไว้ก่อน แต่ก็ไม่มีอะไรคืบหน้า ทางชาวประมงซึ่งได้รับความเดือดร้อน จึงจำเป็นต้องพึ่งตัวเองไม่หวังพึ่งทางจังหวัดอีกต่อไป มารวมตัวกันเพื่อลงชื่อขอพึ่งศาลปกครองเป็นที่สุดท้าย

“วันนี้ที่มารวมตัวกันเพื่อมาชี้แจงทำความเข้าใจกับชาวประมงที่เข้ามาร่วมกันในกลุ่มผม ซึ่งทางกลุ่มได้ทำการดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2551 ไม่ได้รับความเป็นธรรมเท่าที่ควรจะได้รับ และพื้นที่ทำการประมงผืนสุดท้ายของพวกเรา ตอนนี้ทางบริษัทนิวคอสตอล(ประเทศไทย)จำกัด เข้ามาเอา 3 - 4 ฐานแล้ว พวกเราจนปัญญาที่จะต่อต้านแล้ว ได้ขอเสนอเลิกอาชีพเลิกเรือประมง โดยให้ทางบริษัทรับซื้อเรือประมง เพื่อยุติปัญหาต่างๆ อยากให้ทางภาครัฐช่วยไกล่เกลี่ยให้ด้วย เพื่อลดปัญหาความขัดแย้งในจังหวัด” นายบุญช่วยกล่าว

วันนี้มีชาวประมงทั้งเรือประมงอวนลากเล็ก เรือประมงพื้นบ้าน เรือปั่นไฟ เรืออวนลอย 6 อำเภอของจังหวัดสงขลา ประกอบด้วย อำเภอเมือง สิงหนคร จะนะ เทพา ระโนด และอำเภอสทิงพระ โดยมีการลงประชามตินำเรื่องร้องทุกข์ต่อศาลปกครอง ขอความช่วยเหลือในเรื่องที่ทำกินผืนสุดท้าย ขณะนี้มีเรือประมงทั้งหมดที่มาเข้าร่วมกันประมาณเกือบ 400 ลำแล้ว โดยเรียกร้องอยากจะให้ทางบริษัทฯ เลิกสัมปทานในการขุดเจาะแนวตื้น ให้ไปขุดเจาะข้างนอกออกไปที่เรือประมงขนาดเล็กออกไปทำการประมงไม่ถึง เหมือนฐานขุดเจาะอื่นๆ เพราะ 3 - 4 ปี ที่ผ่านมา พวกตนรับไม่ไหวอยากจะเลิกเต็มทีแล้ว กรุณาช่วยซื้อรับเรือประมง เพราะพวกตนไม่มีกำลังที่จะไปต่อต้านถึงขั้นที่จะให้ทางบริษัทฯยกฐานออกได้ เพียงแค่ขอร้องให้เห็นใจชาวประมงซึ่งเป็นรากหญ้า ที่หาเช้ากินค่ำเลี้ยงครอบครัวส่งให้ลูกเรียน ตอนนี้ไม่มีเงินส่งให้ลูกเรียนแล้ว 3- 4 ปี ที่ผ่านมา เงินเยียวยาที่ทางภาคหลวงให้มาก็ไม่คุ้มกับความเป็นจริงที่ได้รับ ตอนนี้ค่าใช้จ่ายในการออกเรือขาดทุนคืนละพันกว่าบาท เพราะต้นทุนเรืออวนลากขนาดเล็ก อย่างต่ำก็ประมาณ 4,000 บาท หากเป็นเรือขนาดใหญ่ขึ้นมาอีก ค่าใช้จ่ายก็จะเพิ่มทวีคูณขึ้นมาอีก เป็น 4,500 - 5,000 บาท ส่วนเรือปั่นไฟคืนหนึ่ง 7,000 - 8,000 บาท ตอนนี้สัตว์น้ำไม่มีให้จับเป็นเพราะแท่นขุดเจาะน้ำมัน

“เมื่อก่อนพวกผมอยู่กันอย่างสงบ ไม่มีความเดือดร้อน ฐานขุดเจาะเข้ามา 3 - 4 ปี พวกผมเดือดร้อนอย่างหนัก หาทางออกไม่ได้ อยากให้ช่วยเยียวยาให้สมกับที่พวกผมเดือดร้อนจริงๆผมพร้อมให้ตรวจสอบทุกอย่าง สำหรับการนำเรื่องร้องทุกข์ต่อศาลปกครองขณะนี้ทางทนายความกำลังดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ รวมทั้งมีการตั้งตัวแทนชาวประมง จาก 6 อำเภอ จำนวน 7 คน ไปยื่นเรื่องต่อศาลปกครองประมาณต้นเดือนกรกฏาคม 2554 และชาวประมงทั้งหมดกว่า 300 คน ก็จะไปรวมตัวกันที่หน้าศาลปกครองด้วยเพื่อขอความเห็นใจจากทางศาลปกครอง” นายบุญช่วยกล่าว

ข้อมูลจาก...ผู้จัดการ ออนไลน์

อุ้มฆ่าหนุ่มนิรนาม มัดมือยิงทิ้งริมถนน


พบศพชายนิรนามริมถนนปาดังเบซาร์ซอย 5 ต.สำนักขาม อ.สะเดา โดยมีรอยกระสุนปืนจ่อยิงเข้าบริเวณศีรษะด้านซ้าย กระสุนทะลุโหนกแก้มขวา 1 นัด คาดเป็นการอุ้มมาฆ่า

วันที่ 20 พ.ค.54 เมื่อเวลา 11.00 น. พ.ต.ท. สิทธิพล เจ้ยชุม สารวัตรเวร สภ.สะเดา อ.สะเดา จ.สงขลา ได้รับแจ้งพบศพชายถูกฆ่า นำศพทิ้งริมถนนปาดังเบซาร์ ซอย 5 ม.1 ต.สำนักขาม อ.สะเดา จ.สงขลา หลังรุดไปตรวจสอบพบศพชายนิรนาม อายุประมาณ 31 ปี สภาพศพนอนหงาย ตัวแข็ง สวมเสื้อยืดสีขาว นุ่งกางเกงยีนส์สีดำ สวมรองเท้าผ้าใบสีขาวเพียงข้างเดียว ถูกมัดมือด้วยเชือกอย่างแน่น

จากการตรวจสอบสภาพศพ พบรอยกระสุนปืน ไม่ทราบชนิด จ่อยิงเข้าบริเวณศีรษะด้านซ้าย กระสุนทะลุโหนกแก้มขวา 1 นัด บริเวณใบหน้ามีรอยฟกช้ำคลายถูกทุบตี แต่ไม่พบหลักฐานยืนยันว่าผู้ตายเป็นใคร ในที่เกิดเหตุห่างจากศพ ประมาณ 300 เมตร พบรองเท้าพร้อมถุงเท้าของผู้ตายอีกข้างตกอยู่บนถนน

จากการตรวจสอบบริเวณจุดเกิดเหตุ ไม่พบหลักฐานมีเพียงรอยเลือดของผู้ตายหยดเป็นทาง และร่องรอยของล้อรถยนต์ เจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิษฐานว่า ผู้ตายอาจถูกคู่อริอุ้มมาฆ่า และทิ้งศพไว้ริมถนน โดยตัดประเด็นการทำร้ายร่างกายเพื่อชิงทรัพย์ เนื่องจากมีแหวนทองสวมอยู่ในมือของผู้ตาย เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงมอบศพให้ หน่วยกู้ภัย อปพร.ทม.สะเดา นำส่งโรงพยาบาลสะเดา เพื่อพิสูจน์ศพอย่างละเอียดอีกครั้ง และติดตามญาติของผู้ตายเพื่อรับศพ และได้รวบรวมหลักฐาน พร้อมพยานในที่เกิดเหตุ สืบหาผู้ก่อเหตุ เพื่อนำตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมาย

ข้อมูลจาก...ผู้จัดการ ออนไลน์

ตร.รวบ 4 วัยรุ่นแก๊งค้ายารายใหญ่ในสงขลาได้พร้อมของกลางและอาวุธเพียบ


ตำรวจ สภ.สะท้อนที่สงขลาจับกุม 4 เอเยนต์วัยรุ่นแก๊งค้ายาบ้ารายใหญ่ใน อ.นาทวี ยึดของกลางทั้งยาไอซ์ อาวุธปืนพร้อมเครื่องกระสุน และเงินสดกว่าแสนบาท

วันที่ 19 พ.ค.54 พ.ต.อ.เอกภพ ประสิทธิวัฒนชัย รอง ผบก.ภ.จว.สงขลา พร้อมด้วย พ.ต.อ.วิชชภัณฑ์ จันทราภรณ์ ผกก.สภ.สะท้อน อ.นาทวี จ.สงขลา ร่วมกันแถลงข่าวจับกุมแก๊งวัยรุ่นค้ายาเสพติดได้ยกแก๊ง รวม 4 คน

ประกอบด้วย นายภานุวัฒน์ ทองประสม อายุ 23 ปี อยู่บ้านเลขที่ 37/1 ม.3 ต.ทับช้าง อ.นาทวี จ.สงขลา นายวิเชียร สุวรรณคีรี อายุ 19 ปี อยู่บ้านเลขที่ 29/1 ม.3 ต.ทับช้าง อ.นาทวี จ.สงขลา นายพีรณัฐ ขุนชนะ อายุ 20 ปี อยู่บ้านเลขที่ 67/3 ม.3 ต.ทับช้าง อ.นาทวี จงสงขลา และนายวรรณชนะ ไชยศรี อายุ 25 ปี อยู่บ้นเลขที่ 35/3 ม.2 ต.เขาแดง อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา

ทั้ง 4 คนเป็นเอเยนต์แก๊งค้ายาเสพติดรายใหญ่ในพื้นที่ ต.ทับช้าง อ.นาทวี จ.สงขลา หลังจากที่ตำรวจ สภ.สะท้อน นำโดย พ.ต.ท.ปรีชา เพชรรัตน์ รอง ผกก.ป. และร.ต.ท.จำลอง เขียวแก้ว รองสวป. ได้วางแผนล่อซื้อและนำหมายค้นเข้าตรวจค้นที่บ้านเลขที่ 37/1 บ้านคลองปราง ม.3 ต.ทับช้าง อ.นาทวี จ.สงขลา ซึ่งเป็นบ้านของ นายภานุวัฒน์ หัวหน้าทีม

นอกจากนี้ ยังพบผู้ต้องหาทั้ง 4 คนอยู่ภายในบ้านพร้อมของกลางจำนวนมาก ประกอบด้วย ยาบ้า 1,017 เม็ด ยาไอซ์ 2.2 กรัม ปืนพกสั้น 3 กระบอก พร้อมเครื่องกระสุน 552 นัด ซึ่งมีทั้งกระสุนปืนคาร์บิน 9 มม., .38, .22, อาวุธมีด อุปกรณ์การเสพยาบ้าและยาไอซ์ โทรศัพท์มือถือ 7 เครื่อง วิกผมสำหรับพรางใบหน้าอีก 1 ชิ้น และเงินสดเกือบ 1 แสนบาท ขณะที่ยาบ้าอีกบางส่วนผู้ต้องหาได้นำไปทิ้งในโถส้วม

จากการสอบสวนทราบว่า ทั้ง 4 คนเป็นเอเยนต์ค้ายาบ้าและยาไอซ์รายใหญ่ในพื้นที่ ต.ทับช้าง อ.นาทวี จ.สงขลา ซึ่งเจ้าหน้าที่พยายามวางแผนจับกุมมานาน กระทั่งได้ส่งสายเข้าล่อซื้อ ก่อนที่จะนำกำลังเข้าตรวจค้นและจับกุมได้ยกแก๊งพร้อมของกลาง

อย่างไรก็ตาม ขณะที่ตำรวจได้ควบคุมตัวมาสอบสวน ปรากฏว่า ได้มีลูกค้าโทรศัพท์เข้ามาสั่งซื้อยาเสพติดผ่านทางโทรศัพท์ของผู้ต้องหาทั้ง 7 เครื่องอย่างต่อเนื่อง ซึ่งตำรวจเตรียมขยายผลไปยังเครือข่ายค้ายาเสพติดแก๊งนี้ต่อไป

ข้อมูลจาก...ผู้จัดการ ออนไลน์

เผยปมฆ่า “หลวงชม” โยงถูกหวยมาเลย์ลงขันลูกศิษย์รับ 270 ล.

ญาติหลวงตาชม พระดังที่มรณภาพปริศนาภายในรถเบนซ์ส่วนตัว ซึ่งเชื่อว่าหลวงตาชมถูกฆาตกรรม ออกมาเผยเบื้องหลังประเด็นถูกหวยมาเลเซีย ระบุ ทั้งทีมถูกหวยรวมกัน 270 ล้าน หลวงตาได้ส่วนแบ่ง 10 ล้าน ก่อนพบกลายเป็นศพโทร.หาเจ้ามือหวย เร่งให้โอนเงินเข้าบัญชี จี้ตำรวจเร่งคลี่คลายคดีก่อนเผาศพ

ความคืบหน้าคดี พระชม ชววทฺโฒ (ชะวะวัดโท) อายุ 62 ปี หรือ หลวงตาชม พระลูกวัด วัดพุทธิการาม หรือ วัดปลักกริมสระน้ำ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ซึ่งเป็นพระดังที่มีลูกศิษย์มากมายทั้งชาวไทย และชาวมาเลเซีย มรณภาพปริศนาภายในรถเบนซ์ส่วนตัว ซึ่งจอดอยู่หน้ากุฏิ และพบศพเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม ที่ผ่านมา หลังหายตัวไปตั้งแต่วันที่ 11 พฤษภาคม และจนถึงขณะนี้สาเหตุการเสียชีวิตของหลวงตาชม ยังเป็นที่สงสัยของญาติและลูกศิษย์ เนื่องจากพบพิรุธหลายอย่าง และเชื่อว่า ถูกฆาตกรรมจากประเด็นเรื่องถูกหวยมาเลเซียกว่า 10 ล้าน ขณะที่ตำรวจยังรอผลการผ่าพิสูจน์ศพของผู้เชี่ยวชาญด้านนิติเวชโรงพยาบาลสงขลานครินทร์

ล่าสุด ในวันที่18 พ.ค.54 ที่วัดมหัตตมังคลาราม หรือ วัดหาดใหญ่ใน ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งบำเพ็ญกุศลศพหลวงตาชม ญาติพี่น้องของหลวงตาชมได้ร่วมกันออกมาเปิดเผยเบื้องหน้าเบื้องหลังเรื่องที่หลวงตาชมถูกหวยมาเลเซียเป็นเงินกว่า 10 ล้านบาท และญาติเชื่อว่าเป็นชนวนเหตุให้ถูกฆาตกรรม

นายสังเวียน ศรีเหลือ อายุ 54 ปี ซึ่งเป็นหลานชายของหลวงตาชม และเป็นคนสุดท้ายที่ได้ไปพบ และคุยกับหลวงชมที่กุฏิหนึ่งวัน ก่อนที่จะขาดการติดต่อ ได้เปิดเผยรายละเอียดว่า ประเด็นเรื่องหลวงตาชมถูกหวยมาเลเซียจำนวน 10 ล้านบาทนั้น เป็นเรื่องจริง โดยเป็นงวดประจำวันที่ 7 พ.ค.54 ถูกรางวัลที่ 1 หมายเลข 7999

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 10 พ.ค.ตนได้ไปหาหลวงตาชมที่กุฏิ และหลวงตาชมได้เล่าเรื่องนี้ให้ฟัง ว่า ยอดเงินรางวัลที่ได้จากการถูกหวยทั้งหมดมีจำนวน 270 ล้านบาท ซึ่งหลวงตาชมกับลูกศิษย์ชาวมาเลเซียอีก 4 คน ได้ลงขันกันซื้อ แต่ที่เป็นเงินส่วนแบ่งของหลวงตาชมนั้นจำนวน 10 ล้านบาท และในวันดังกล่าวตนได้ยินหลวงตาชมคุยกับเจ้ามือหวยมาเลเซีย ใน อ.หาดใหญ่ ชื่อหมวย ทางโทรศัพท์ เพื่อเร่งให้เงินเข้าบัญชี โดยให้เข้าบัญชีธนาคารกสิกรไทย สาขาหาดใหญ่ ในจำนวน 3.4 ล้าน ส่วนเงินที่เหลือให้โอนเข้าบัญชีธนาคารกรุงเทพ

หลังการพูดคุยกับเจ้ามือหวย ตนยังเตือนหลวงตาชม ว่า ให้ระวังตัวด้วย เพราะเป็นเงินจำนวนมาก อาจมีคนคิดไม่ซื่อทำร้ายได้ เพื่อยักยอกเงินทั้งหมดเอาไว้ ซึ่งหลวงตาชมมั่นใจว่าคงไม่มีใครหักหลัง แต่ปรากฏว่า หลังจากนั้น ในวันรุ่งขึ้นตนได้โทร.ไปหาหลวงตาชม แต่ก็ไม่รับสาย และเมื่อเดินทางไปหาที่กุฏิ ก็พบรถเบนซ์จอดอยู่หน้ากุฏิและคลุมผ้ามิดชิดรวม ทั้งประตูกุฏิยังถูกล็อก ซึ่งตนคิดว่า หลวงตาชมอาจจะเดินทางไปต่างจังหวัดหลังได้รับเงินเรียบร้อยแล้ว จนกระทั่งมาทราบว่าพบกลายเป็นศพอยู่ภายในรถเบนซ์ เมื่อวันที่ 14 พ.ค.ที่ผ่านมา

นายสังเวียน กล่าวว่า จากการตรวจสอบทรัพย์สินที่อยู่ในกุฏิ พบว่า สมุดบัญชีธนาคารกรุงเทพ และเอกสารโฉนดที่ดิน 1 แปลง ที่หลวงตาซื้อไว้ได้หายไป ส่วนสมุดธนาคารกสิกรไทย ยังมีอยู่ แต่ไม่มียอดเงินโอนเข้ามาเพิ่ม คงเหลือเงินในบัญชีอยู่ 850,257.65 บาท ซึ่งได้มอบให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไปแล้ว พร้อมกับแจ้งอายัดไว้

นายสังเวียน ระบุว่า ก่อนหน้านี้ หลวงตาชม เคยถูกหวยมาเลเซียมาแล้ว 2 งวดติดต่อกัน และซื้อกับเจ้ามือชื่อหมวย ที่สนิทสนมกัน โดยครั้งแรกถูกรางวัลได้เงินมาจำนวน 600,000 บาท มีการโอนเงินเข้าบัญชีเรียบร้อย และได้นำเงินจำนวนดังกล่าวไปซื้อที่ดิน 1 ไร่ครึ่ง บริเวณย่านชุมชนบางหัก ถนนสาครมงคล อ.หาดใหญ่ ครั้งที่ 2 ถูกหวยมาเลเซียได้เงินมาจำนวน 150,000 บาท มีการโอนเงินเข้าบัญชีทางธนาคารกสิกรไทย และ ธนาคารกรุงเทพ เช่นกัน และล่าสุด ก่อนเสียชีวิตเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม หลวงตาชม และลูกศิษย์ชาวมาเลเซียได้หุ้นกันซื้อหวยมาเลเซียหมายเลข 7999 ซึ่งเป็นรางวัลที่ 1 ปรากฏว่า โชคดีถูกหวยอีกครั้งได้เงินรวมกันมหาศาลจำนวน 270 ล้าน กระทั่งมาจบชีวิต ซึ่งญาติๆ ต่างเชื่อว่าเป็นการฆาตกรรมเพื่อหวังยักยอกเงิน 10 ล้านบาทของหลวงตาชม

จึงอยากให้ตำรวจเร่งสืบสวนคลี่คลายคดีนี้โดยเร็วที่สุด และนำตัวผู้ที่เกี่ยวข้องกระทำผิดมาสอบสวนดำเนินคดี และหากจับตัวคนร้ายได้ให้นำตัวมาขอขมาต่อหน้าศพหลวงตา ทั้งนี้ญาติๆ กำลังปรึกษากัน ว่า จะเก็บศพหลวงตาไว้ก่อนหรือไม่ เพราะกลัวหากมีการประชุมเพลิงตามกำหนดการเดิมในวันที่ 19 พ.ค.นี้ เรื่องอาจจะเงียบหายไป

ด้าน พ.ต.อ จิระวัฒน์ พยุงธรรม ผกก.สภ.หาดใหญ่ เปิดเผยว่า ขณะนี้ ตำรวจกำลังเร่งประชุมชุดสืบสวนเพื่อหาประเด็นสำคัญ และบุคคลที่เป็นตัวละครที่น่าจะเกี่ยวข้องทางคดี ส่วนเรื่องที่ญาติของหลวงตาชม มั่นใจว่า เป็นการฆาตกรรมนั้น ก็เป็นสิทธิของญาติ แต่ตามขั้นตอนกฎหมายตำรวจต้องรอผลการตรวจพิสูจน์ผู้เชี่ยวชาญ ด้านนิติเวชโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ก่อน หากได้ผลการตรวจพิสูจน์ออกมาอย่างไร ตำรวจก็พร้อมที่จะดำเนินการตามกระบวนของกฎหมายต่อไป

ข้อมูลจาก...ผู้จัดการ ออนไลน์

ลูกโลมาอิรวดีในทะเลสาบสงขลาตายอีก 1 ตัว


พบลูกโลมาอิรวดี ในทะเลสาบสงขลาตายอีก 1 ตัว เป็นตัวที่ 4 ในรอบปี ส่งผลให้สถานการณ์โลมาอิรวดีในทะเลสาบสงขลาลดจำนวนลงอย่างเนื่อง และอยู่ในชั้นวิกฤตหลังจากปีที่ผ่านมาตายไปถึง 13 ตัว

วันที่ 18 พ.ค.54 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์โลมาอิรวดีในทะเลสาบสงขลายังคงน่าเป็นห่วงล่าสุดพบลูกโลมาอิรวดีตายเพิ่มอีก 1 ตัว โดย นายอุทัย ยอดจันทร์ ประธานชมรมอนุรักษ์โลมาอิรวดีบ้านแหลมหาด ต.เกาะใหญ่ อ.กระแสสินธุ์ พร้อมชาวประมงพื้นบ้านได้พบลูกโลมาอิรวดีลอยตายอยู่ในทะเลสาบสงขลา พื้นที่บ้านโรง หมู่ 4 ต.โรง อ.กระแสสินธุ์ จ.สงขลา จึงได้ลากกลับเข้าฝั่ง

โดยพบว่าเป็นลูกโลมาเพศผู้อายุประมาณ 3 เดือน ยังมีสายสะดือติดอยู่ที่ท้อง ความยาว 1 เมตร จากสภาพของปลาโลมาตามลำตัวไม่พบร่องรอยบาดแผลหรือติดอวนชาวประมง คาดว่าสาเหตุที่ทำให้เสียชีวิตเนื่องจากพลัดหลงจากแม่ทำให้อดนม และยังไม่สามารถหาอาหารกินเองได้ โดยเป็นโลมาอิรวดีตัวที่ 4 ที่ตายในรอบปีนี้ เบื้องต้นได้ประสานไปยังศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนล่าง จ.สงขลา เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญนำซากโลมาตัวนี้ไปตรวจพิสูจน์เพื่อหาสาเหตุของการเสียชีวิตอย่างละเอียดอีกครั้งหนึ่ง

ด้าน นายสันติ นิลวัตน์ นักวิชาการประมงชำนาญการ ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนล่าง กล่าวว่า สถานการณ์โลมาอิรวดีในทะเลสาบสงขลาล่าสุดเมื่อปีที่ผ่านมา มีโลมาอิรวดีในทะเลสาบสงขลาตายไปแล้ว 13 ตัว ส่วนในปีนี้มีโลมาอิรวดีตายไปแล้ว รวม 4 ตัว ส่วนใหญ่เป็นโลมาตัวเล็ก ซึ่งสาเหตุการตายเกิดจากติดเครื่องมือประมง

ทั้งนี้ ได้ขอความร่วมมือชาวประมงในทะเลสาบสงขลาช่วยกันอนุรักษ์โลมาอิรวดี เนื่องจากในทะเลสาบสงขลาตอนบน ทางกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งได้ทำการวางทุ่นไปแล้ว เนื้อที่ประมาณ 100 ตารางกิโลเมตร เพื่อเป็นเครื่องหมายแสดงเขตที่อยู่ของโลมาอิรวดี ซึ่งจะทำให้โลมาอิรวดีปลอดภัยมากขึ้น และลดภาวะความเสี่ยงของโลมาอิรวดีในทะเลสาบสงขลาสูญพันธุ์อีกด้วย

ข้อมูลจาก...ผู้จัดการ ออนไลน์

วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

จับชายไนจีเรียขนกัญชาอัดแท่ง 21 กิโลฯ คาด่านสะเดา

ตม.สะเดา จับกุมชายชาวไนจีเรีย ขณะขนกัญชาอัดแท่ง 21 กิโลกรัมมูลค่ากว่า 1 ล้านบาทเข้ามาเลเซีย

วันที่ 11 พ.ค.54 เมื่อเวลา 17.00 น. พ.ต.อ.พุฒิพงศ์ มุสิกุล ผกก.ตรวจคนเข้าเมืองสะเดา ได้รับแจ้งจากสายลับว่าจะมีชาวต่างชาติ ลักลอบนำยาเสพติด เข้ามาในพื้นที่เพื่อส่งออกไปประเทศมาเลเซีย จึงสั่งการให้ พ.ต.ต.ชาญ พิกุลหอม สว.สส.ตม.สะเดา นำกำลังชุดปราบปรามยาเสพติดออกสกัดจับกุม

พบชายชาวต่างชาติกำลังลากกระเป๋าเดินทางอยู่ที่ถนน ซอยไทย-จังโหลน 8 ม.7 ต.สำนักขาม อ.สะเดา จ.สงขลา เพื่อเข้าพักโรงแรมแห่งหนึ่ง จึงแสดงตัวเข้าขอตรวจค้น พบกัญชาอัดแท่ง ห่อหุ้มด้วยกระดาษฟอยล์จำนวน 21 ห่อ นำหนักประมาณ 21 กก.ซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋า จึงได้ควบคุมตัวพร้อมของกลางไปทำการสอบสวนที่กองกำกับการตรวจคนเข้าเมืองสะเดา

จากการสอบสวน ทราบชื่อตามหนังสือเดินทางพาสปอร์ต แต่ไม่ได้ประทับตราเข้าประเทศ ชื่อ Mr.OZOEMENA PROMISE อายุ 26 ปี ชาวไนจีเรีย ให้การว่าเดินทางจากเขตอ่อนนุช กทม.เพื่อเดินทางเข้าประเทศมาเลเซีย ส่วนกัญชาอัดแท่งปฏิเสธว่าไม่ใช่ของตน มีคนขอช่วยให้นำกระเป๋าเดินทางมาด้วย ส่วนกัญชาอัดแท่งหากส่งขายประเทศที่สามมีมูลค่ากว่า 1 ล้านบาท

ข้อมูลจาก...ผู้จัดการ ออนไลน์

รถบัส ตชด.พลร่มค่ายนเรศวรชนท้ายเทรลเลอร์ 18 ล้อ คนขับขาหัก

รถบัส ตชด.พลร่มค่ายนเรศวร ชนท้ายบรรทุกเทรลเลอร์ 18 ล้อ บริเวณสี่แยกควนลัง คนขับได้รับบาดเจ็บขาหัก และมีเจ้าหน้าที่บาดเจ็บเล็กน้อยอีก 8 นาย ส่วน ตชด.อีกกว่า 20 นายปลอดภัย

เมื่อเวลา 09.25 น.วันที่ 11 พ.ค.54 พ.ต.ท.สมจิต สุวรรณชาตรี สว.เวร สภ.หาดใหญ่ ได้รับแจ้งเกิดเหตุรถชนกันที่ บริเวณถนนสายเอเชีย ขามาจากแยกสนามบินใน ก่อนถึงสี่แยกควนลัง บ้านควนลัง ม.3 ต.ควนลัง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา มีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายคน และมีผู้ได้รับบาดเจ็บติดอยู่ภายในตัวรถ จึงประสานทางเจ้าหน้าที่ชุดตัดถ่างของกู้ภัยมูลนิธิมิตรภาพสามัคคีท่งเซียเซี่ยงตึ้งหาดใหญ่ เข้าไปรับคนเจ็บ และช่วยเหลือผู้บาดเจ็บที่ติดอยู่ภายในรถ

ในที่เกิดเหตุพบรถบัส ข้างรถเขียนว่า บก.สอ.บช.ตชด.ป้ายทะเบียนตราโล่ หมายเลขทะเบียน 96225 ชนอยู่กับท้ายรถพ่วง โดยที่บริเวณด้านที่นั่งคนขับของรถบัสคันดังกล่าวชน เข้ากับท้ายของรถพ่วงทำให้คนขับ คือ ด.ต.จริญ หนูนารถ คนขับช่วงล่างติดอยู่กับพวงมาลัย เจ้าหน้าที่ชุดตัดถ่างกู้ภัย จึงได้ช่วยกันใช้อุปกรณ์งัดแผงหน้ารถที่ยุบเข้ามาทับขาของ ด.ต.จริญ ออกใช้เวลากว่า 30 นาที จึงนำตัวของ ด.ต.จริญ ออกมาได้ ซึ่งจากการถูกอัดติดอยู่กับตัวรถ ทำให้ ด.ต.จริญ ขาหัก เจ้าหน้าที่จึงได้รับนำตัวส่งโรงพยาบาลหาดใหญ่

นอกจากนี้ ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 8 ราย ถูกนำส่งโรงพยาบาลหาดใหญ่จำนวน 3 ราย คือ ด.ต.ศักดิ์ศิริ แสงทอง, จ.ส.ต.สุพจน์ สุขะหง และ ร.ต.ชอบ เอียมสอเด

จากการสอบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุรถบัสคันดังกล่าวเป็นรถของตำรวจพลร่ม ค่ายนเรศวร จ.ประจวบคีรีขันธ์ ได้เดินทางจาก จ.ยะลา เพื่อกลับไปยัง ค่ายนเรศวร โดยมีรถบัสจำนวน 2 คัน บรรทุกเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทั้งหมดรวม 70 นาย ขณะรถมาถึงที่เกิดเหตุรถพ่วงที่อยู่ข้างหน้าชนท้ายกันอยู่ ทำให้คนขับรถบัสพยายามเบรก และหักหลบ เข้าข้างทาง แต่หักไม่พ้น จึงชนเข้าบริเวณท้ายรถพ่วง ทำให้บริเวณหน้ารถถูกชนอัดก๊อบบี้กับท้ายรถพ่วง ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บดังกล่าว

ข้อมูลจาก...ผู้จัดการ ออนไลน์

“พีรยศ” ชมดับไฟใต้ถูกใจชาวบ้าน มั่นใจ ปชป.ได้เก้าอี้ ส.ส.เพิ่มใน 3 จชต.

นายพีรยศ ราฮิมมูลา อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อมั่นใจ ปชป.เก้าอี้ ส.ส.เพิ่มขึ้นใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ เพราะมียุทธศาสตร์ใต้สันติสุขโดนใจชาวบ้าน ชี้กลุ่มของเถื่อนผสมโรงกลุ่มอำนาจเก่าสร้างสถานการณ์

วันที่ 11 พ.ค.54 นายพีรยศ ราฮิมมูลา อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่มีพรรคใดเป็นเจ้าของ เปรียบเสมือนตลาดสดที่ใครจะนำสินค้าอะไรเสนอขายก็ได้ จึงมีพรรคการเมืองหลายพรรคที่มีปัจจัยสมบูรณ์ส่งผู้สมัคร ส.ส.ลง บุคคลใดมีปัจจัยหนาแล้วลงพื้นที่พบประชาชน ใกล้ชิดประชาชน ทำตัวเสมอต้นเสมอปลายกับประชาชนจึงมีโอกาสมากกว่าคนอื่น

การเลือกตั้งในวันที่ 3 ก.ค.พรรคประชาธิปัตย์ส่งผู้สมัคร ส.ส.ทั้งหน้าใหม่และหน้าเก่าลงครบทั้ง 11 เขต จะมีโอกาสเพิ่ม ส.ส.จากเดิม 5 คนแน่นอน เพราะพรรคได้นำยุทธศาสตร์ใต้สันติสุขมาใช้แล้ว เช่น การยกระดับโรงพยาบาลนราธิวาสเป็นโรงพยาบาลศูนย์ ขยายสนามบินนราธิวาสรองรับกิจการฮัจญ์ ยกระดับโรงเรียนปอเนาะเป็นสถาบันปอเนาะ ตั้งสำนักยุติธรรมตำบล เปิดศูนย์กลางอิสลามศึกษานานาชาติ ตั้งกองทุนศึกษาปลอดดอกเบี้ย บางอย่างยังไม่สมบูรณ์ พรรคประชาธิปัตย์จะเดินหน้าทำต่อไป

นายพีรยศกล่าวต่อว่า ส่วนเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดเหตุถี่ขึ้นทุกครั้ง เมื่ออยู่ในช่วงเปลี่ยนถ่ายอำนาจ เช่น การเปลี่ยนรัฐบาล การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ เพราะพื้นที่ชายแดนใต้มีขบวนการเถื่อนๆ เดินคู่ขนานกับกลุ่มแบ่งแยกดินแดน และมีกลุ่มอำนาจเก่าผสมโรง

ข้อมูลจาก...ผู้จัดการ ออนไลน์

จับแหล่งผลิตเหล้าเถื่อนอ้างจ่ายส่วยให้เจ้าหน้าที่ทุกเดือน


นักตรวจสอบภาษีชำนาญการ นำกำลังตรวจสอบแหล่งผลิตเหล้าเถื่อน รวบเจ้าของบ้านพร้อมของกลาง สารภาพต้มเหล้าเถื่อนมา 3 ปี แล้ว อ้างจ่ายส่วยให้เจ้าหน้าที่ทุกเดือน

วันที่ 10 พ.ค.54 นายสมเกียรติ สัมฤทธิ์ นักตรวจสอบภาษีชำนาญการ ได้รับการร้องเรียนว่า ที่บ้านเลขที่ 79/1 หมู่ที่ 7 ต.กำแพงเพชร อ.รัตภูมิ จ.สงขลา ได้ผลิตเหล้าเถื่อนขาย จึงนำกำลังออกตรวจสอบ พบหลักฐานการผลิตเหล้าเถื่อนหลายรายการ ประกอบด้วย ของกลางมี ถังเจาะรู 1 ใบ สุรากลั่น บรรจุแกลลอน ขนาด 20 ลิตร 1 ใบ บรรจุน้ำสุรา 13 ลิตร สุราแช่บรรจุถัง 200 ลิตร 2 ใบ น้ำสุราแช่ 320 ลิตร และเครื่องต้มกลั่นสุรา 200 ลิตร 1 ชุด พร้อมอุปกรณ์ การผลิตหลายรายการ

จึงควบคุมตัว นายจรัญ สำราญ อายุ 44 ปี เจ้าของบ้านมาสอบสวน โดยรับสารภาพว่าเป็นเจ้าของ จึงแจ้งข้อกล่าวหาว่า ทำและขายสุราที่รู้ว่าทำขึ้นโดยฝ่าฝืนมาตรา 5 มีไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และคุมตัวส่ง พ.ต.ท. สุพิรัชย์ เพียรทองสงฆ์ รอง ผกก.(สส) สภ.รัตภูมิ ดำเนินคดี

นายจรัญ สำราญ ให้การว่า ตนได้ผลิตสุรามาร่วม 3 ปีแล้ว โดยมีการจ่ายส่วยให้กับเจ้าหน้าที่บางหน่วยงานทุกเดือนๆ ละ 5,000 บาท

ข้อมูลจาก...ผู้จัดการ ออนไลน์

ผบช.ภาค 9 ชี้เหตุยิงชาวบ้านเทพาเป็นคนร้ายจากปัตตานีพยายามโยงป่วนใต้

ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 เผย เหตุ 2 คนร้ายกราดยิงชาวบ้านที่ อ.เทพา คาดเป็นกลุ่มวัยรุ่นกวนเมืองพยามยามเชื่อมโยงไฟใต้

วันที่ 10 พ.ค.54 พล.ต.ท.วีรยุทธ สิทธิมาลิก ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 เปิดเผยว่ากรณีคนร้าย 2 คนใช้อาวุธสงครามกราดยิงเข้าไปในบ้านของประชาชนที่ ต.ปากบาง อ.เทพา จ.สงขลา ทำให้มีผู้บาดเจ็บ 2 คนนั้น ตนได้สั่งกำชับให้ตำรวจในพื้นที่ติดตามและสอบสวน คาดว่าเป็นกลุ่มวัยรุ่นกวนเมือง ที่มานอกพื้นที่จาก จ.ปัตตานี เพราะในพื้นที่ อ.เพทา ตำรวจได้กดดันคนร้ายและตำรวจเข้ากับมวลชนได้อย่างดี

จึงไม่มีคนร้ายเข้ามาแอบแฝงอยู่จะเป็นการสร้างสถานการณ์ให้เกิดการเชื่อมโยงกับ 3 จังหวัดชายแดนหรือไม่ยังชี้ชัดไม่ได้ ให้ตำรวจเก็บปลอกกระสุนปืนตรวจ เพื่อนำไปเปรียบเทียบว่าคนร้ายเคยนำอาวุธปืน ใช้ก่อเหตุในการสร้างสถานการณ์ที่ไหนมาบ้าง

รายงานข่าวจากตำรวจ สภ.เทพาเปิดเผยว่า มีกระแสข่าวมีกลุ่มคนร้ายจาก อ.หนองจิก จ.ปัตตานี เข้ามาเคลื่อนไหวใน อ.เทพา และ อ.สะบ้าย้อย เพื่อก่อเหตุร้ายทั้งมีการวางระเบิด และใช้อาวุธสงครามกราดยิงชาวบ้าน โดยแอบอ้างเหตุการณ์ที่มีการกราดยิงชาวบ้านในร้านน้ำชา อ.บันนังสตาร์ เมื่อวันก่อน แต่ไม่สามารถเคลื่อนไหวในพื้นที่ได้สะดวก เพราะชาวบ้าน ผู้นำศาสนาและผู้นำท้องถิ่นกดดัน

ข้อมูลจาก...ผู้จัดกสร ออนไลน์

วันอังคารที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

รมว.กลาโหมเยี่ยมด่านประกอบนาทวีคาดก่อสร้างแล้วเสร็จภายในปี 55

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ประเทศมาเลเซีย เดินทางตรวจเยี่ยมโครงการพัฒนาด่านศุลกากรบ้านประกอบ อ.นาทวี เตรียมเปิดเส้นทางส่งสินค้าเข้า-ออกเส้นใหม่ คาดดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2555

วันที่ 9 พ.ค.54 ที่ด่านบ้านประกอบ อ.นาทวี จ.สงขลา พลเอกประวิตร วงศ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ประธานคณะกรรมการชายแดนทั่วไป ไทย- มาเลเซีย ฝ่ายไทย และดาโต๊ะ สรี ด๊อกเตอร์ อาหมัด ซาอิด บิน ฮามิดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมาเลเซีย พร้อมด้วย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก และ พล.ท.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ แม่ทัพภาคที่ 4 เดินทางมาตรวจเยี่ยมโครงการพัฒนาด่านศุลกากรบ้านประกอบ อำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา และด่านดุเรียนบุรง รัฐเคดาห์ ประเทศมาเลเซีย เพื่อรับทราบผลการดำเนินการก่อสร้างด่านศุลกากรบ้านประกอบฯ พร้อมรับฟังบรรยายสรุปร่วมจากด่านศุลกากรบ้านประกอบและด่านดุเรียนบุรง

พลเอกประวิตร วงศ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่าด่านศุลกากรบ้านประกอบ อำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา เกิดขึ้นจากการประชุมของคณะกรรมการร่วมไทย-มาเลเซีย ครั้งที่ 8 เมื่อวันที่ 5-6 สิงหาคม 2542 โดยฝ่ายมาเลเซียได้เสนอให้มีการเปิดจุดผ่านแดนแห่งใหม่ ณ บริเวณหลักเขตแดนไทย-มาเลเซีย ที่ 631 ต.ประกอบ อ.นาทวี ซึ่งประเทศมาเลเซียจะก่อสร้างด่านศุลกากรดุเรียนบุหรง ภายในโครงการ Kota Putra ซึ่งจะเป็นเขตนิคมอุตสาหกรรมประเภทอาหารฮาลาห์ล เขตปลอดอากรฯ ในส่วนของประเทศไทยจะก่อสร้างด่านศุลกากรบ้านประกอบ เพื่อรองรับการนำสินค้าเข้า-ออก การเปิดเส้นทางขนส่งสินค้าแห่งใหม่เป็นการเพิ่มช่องทางนำเข้า-ส่งออก เพื่อระบายความแออัดจากด่านศุลกากรสะเดา ที่มีปริมาณสินค้ามากและอาจไม่เพียงพอรองรับในอนาคต

โดยเส้นทางการขนส่งสินค้าแห่งนี้ได้เชื่อมต่อไปยังท่าเรือปีนังและเมืองอลอสตาร์เมืองหลวงรัฐเคดาห์ ซึ่งเมื่อฝั่งไทย ได้มีการก่อสร้างเส้นทาง 4 เลน แล้วเสร็จ เส้นทางผ่านแดนแห่งนี้จะมีสินค้าผ่านเข้า-ออก รวมทั้งทำให้ประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้และ 3 อำเภอของจังหวัดสงขลา ได้เส้นทางเข้า-ออก ประเทศมาเลเซียเพิ่มขึ้น และลดระยะทาง ค่าใช้จ่าย เวลา ซึ่งในขณะนี้ การก่อสร้างเส้นทางสายประกอบ-เขตแดน กรมทางหลวงกำลังดำเนินการก่อสร้าง คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2555

ข้อมูลจาก...ผู้จัดการ ออนไลน์

สลดไฟไหม้บ้านไม้พ่อแม่ลูก 7 ชีวิตเดือดร้อนไร้ที่อยู่


เกิดเหตุไฟไหม้บ้านประชาชนในพื้นที่ อ.รัตภูมิ จ.สงขลา เป็นบ้านที่อยู่อาศัยของพ่อแม่ลูกรวม 7 ชีวิต ทำให้ไม่มีที่อยู่ ต้องกลายเป็นคนไร้บ้าน ทรัพย์สินถูกไฟไหม้ไม่เหลือซาก

เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 9 พ.ค.54 พ.ต.ท.ปรีชา คงกลอม สารวัตรเวร สภ.รัตภูมิ จ.สงขลา รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้ที่บ้านเลขที่ 83 หมู่ 14 ตรงข้ามบ้านอดีตกำนันตำบลคูหาใต้ อ.รัตภูมิ จ.สงขลา จึงประสานรถดับเพลิง 1 คันไปช่วยสกัดดับไฟ แต่เนื่องจากบ้านเกิดเหตุเป็นบ้านไม้สภาพเก่าไฟจึงลุกลามอย่างรวดเร็วและลุกไหม้เสียหายหมดทั้งหลังเหลือเฉพาะห้องครัวที่ต่อเติมด้วยคอนกรีต

สอบสวนทราบว่า เป็นบ้านของ นายสมศักดิ์ ช่วยเอียด อายุ 45 ปี มีคนอาศัยภายในบ้าน 7 คน รวมทั้งลูกๆ ขณะเกิดเหตุภรรยาได้ไปธุระที่ อ.คลองหอยโข่ง จ.สงขลา นายสมศักดิ์และลูกๆ ไม่มีใครอยู่ที่บ้าน คาดว่าสาเหตุน่าจะมาจากไฟฟ้าลัดวงจร

ส่วนค่าเสียหายประมาณ 8 แสนบาท ซึ่งไฟไหม้ที่เกิดขึ้นทำให้นายสมศักดิ์ และลูกๆ กลายเป็นคนไร้บ้านเพราะบ้านที่อยู่อาศัยมานานรวมทั้ง โดยหลังเกิดเหตุตำรวจจะประสานกองพิสูจน์หลักฐานมาตรวจสอบละเอียดอีกครั้ง

ข้อมูลจาก...ผู้จัดการ ออนไลน์

ชาวหาดใหญ่แห่กู้เงินซื้อบ้านหลังแรก


ชาวหาดใหญ่ แห่ขอก็เงินกู้ซื้อบ้านของโครงการบ้าน ธอส.เพื่อที่อยู่อาศัยแห่งแรกกันอย่างคึกคัก โดยมีลูกค้าบางรายมารอคิวตั้งแต่ 7 โมงเช้า

วันที่ 9 พ.ค.54 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) สาขาหาดใหญ่ จ.สงขลา บรรยากาศการกู้เงินซื้อบ้านของโครงการบ้าน ธอส.เพื่อที่อยู่อาศัยแห่งแรก ตามโครงการของรัฐบาล ซึ่งวันนี้เริ่มเปิดให้ประชาชนยื่นเรื่องขอกู้ยืมเงินโครงการดังกล่าวเป็นวันแรก ปรากฏว่า บรรยากาศโดยรวมเป็นไปอย่างคึกคักตลอดทั้งวัน

หลังธนาคารเปิดทำการมีประชาชนทยอยเดินทางมายื่นหลักฐานขอกู้เงินโครงการนี้จำนวนมาก ทำให้ นางสาวจุฑาภรณ์ จิรัฐติกานต์ ผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ สาขาหาดใหญ่ ต้องมายืนคอยแนะนำบอกกล่าว และให้บริการลูกค้าด้วยตัวเอง พร้อมกับจัดคิวเรียกหมายเลขบัตรคิวลูกค้าตามลำดับก่อนหลัง เพื่อให้ลูกค้าเข้ารับการบริการจากเจ้าหน้าที่ตามโต๊ะต่างๆ ที่ทางธนาคารจัดไว้คอยให้บริการ

นางสาวจุฑาภรณ์ จิรัฐติกานต์ ผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ สาขาหาดใหญ่ กล่าวว่า บรรยากาศการยื่นเรื่องขอกู้เงินในโครงการนี้คึกคักตั้งแต่เช้าหลังธนาคารเปิดทำการ โดยมีลูกค้าบางรายมารอคิวตั้งแต่ 7 โมงเช้า ซึ่งวันนี้ธนาคารเองจะพยายามให้บริการลูกค้าอย่างทั่วถึงให้ได้มากที่สุด

เพียงครึ่งชั่วโมงเท่านั้น หลังจากธนาคารเปิดทำการ ปรากฏว่า มีลูกค้าเข้ามาติดต่อยื่นเรื่องขอกู้ซื้อบ้านกับโครงการนี้แล้วมากกว่า 100 ราย และจนถึงขณะนี้ ธนาคารก็ยังไม่พบปัญหาใดๆเกี่ยวกับลูกค้าที่มายื่นความจำนงขอกู้เงินในครั้งนี้

นายประดิษฐ์ น้อยกูด อายุ 45 ปี ประชาชนรายหนึ่งในชุมชนคลองเตย เขตเทศบาลเมืองคอหงส์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ระบุว่า นับเป็นโครงการที่ดีอีกโครงการหนึ่งที่รัฐบาลได้ยื่นมือเข้าช่วยเหลือประชาชน เพื่อให้มีที่อยู่อาศัยโดยตนรับทราบข่าวนี้จากทางสื่อโทรทัศน์ หลังทราบข่าวก็ตั้งใจจะเดินทางมายื่นเรื่องขอกู้เงินในวันแรกทันทีที่เริ่มโครงการ ซึ่งได้ยื่นเรื่องขอกู้เงินเพื่อนำไปซื้อบ้านมือสองที่ได้ดูเอาไว้แล้วยื่นขอกู้ไปจำนวน 1.2 ล้านบาท ส่วนสัญญาผ่อนชำระนั้นยังไม่ทราบรายละเอียดต้องสอบถามเจ้าหน้าที่ธนาคารอีกครั้งว่ามีระยะกำหนดสัญญาในการผ่อนชำระกี่ปีบ้าง

ขณะที่หญิงสาวชาวหาดใหญ่อีกรายหนึ่ง (ไม่ขอเปิดเผยชื่อ) ที่ได้มายื่นเรื่องของกู้เงินตามโครงการนี้ด้วย กล่าวว่า ดีใจที่รัฐบาลมีโครงการกู้เงินเพื่อที่อยู่อาศัยขึ้นมาประชาชนที่ไม่มีเงินเพียงพอที่จะซื้อบ้านจะได้มีช่องทางในการมีบ้านพักอาศัยเป็นของตัวเอง อย่างตนเองมีเงินเก็บจำนวนหนึ่ง แต่ไม่เพียงพอที่จะซื้อบ้านเมื่อโครงการนี้มีขึ้น ก็ตัดสินใจว่า จะมากู้ยืมทันทีโดยไม่ลังเล เพื่อนำเงินจากการกู้ยืมมาสมทบกับเงินเก็บที่มีอยู่มาซื้อบ้านที่ได้หมายปองเอาไว้

ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ ดอกเบี้ย 0 เปอร์เซ็น ระยะเวลานานถึง 2 ปี ทั้งยังฟรีค่าจดจำนอง ค่าธรรมเนียมโอนไม่เกิน 1 เปอร์เซ็นของราคาประเมินด้วย ซึ่งเป็นโครงการที่ดีอีกโครงการหนึ่งของรัฐบาลที่ช่วยเหลือประชาชน

ข้อมูลจาก...ผู้จัดการ ออนไลน์

ธนบัตร 50 บาทปลอมระบาดเมืองสงขลา

ธนบัตรฉบับละ 50 บาท ปลอมระบาดในพื้นที่อำเภอเมืองสงขลา หลังพ่อค้าร้านขายของชำแจ้งตำรวจ มีผู้นำธนบัตร 50 บาทปลอมมาซื้อสินค้าในร้าน ฝากเตือนพ่อค้าแม่ค้าระวัง ตรวจสอบลายน้ำในธนบัตรให้ละเอียดก่อนรับเงิน

เมื่อเวลา 08.00 น.วันที่ 9 พ.ค.54 ศูนย์วิทยุ 02 สถานีตำรวจภูธรเมืองสงขลา ได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่า มีผู้นำธนบัตรปลอมใบละ 50 บาทมาซื้อสินค้าในร้านขายของชำ ถนนริมทางรถไฟ หมู่ที่ 10 ต.เขารูปช้าง อ.เมือง จ.สงขลา ขอให้มาทำการตรวจสอบ ทางศูนย์วิทยุ 02 จึงได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบและได้วิทยุแจ้งชุดสายตรวจรถจักรยานยนต์ ซึ่งรับผิดชอบในพื้นที่เขต 3 ต.เขารูปช้าง โดยไปที่ร้านขายของชำตามที่ได้รับแจ้งและพบกับเจ้าของร้าน (ขอสงวนนาม)

โดยทางเจ้าของร้านได้นำธนบัตรปลอมใบละ 50 บาท จำนวน 1 ใบ มามอบให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ จากการตรวจสอบพบว่า สภาพธนบัตรปลอมคล้ายคลึงกับธนบัตรจริงมาก แต่สีจางกว่า เป็นธนบัตรฉบับหมายเลข ๙ ท ๒๙๑๕๑๒๑ บริเวณด้านขวาไม่มีลายน้ำพระบรมฉายาลักษณ์ กระดาษบางกว่า หากไม่สังเกตจะไม่รู้

จากการสอบสวนเจ้าของร้านขายของชำเล่าว่า เมื่อวานที่ผ่านมาได้มีคนรับซื้อของเก่ามาซื้อน้ำอัดลมและได้ให้แบงก์ 50 บาทกับตน เมื่อตนจับดูก็รู้สึกว่า ไม่ใช่แบงก์จริง เพราะกระดาษผิดกัน จึงได้นำมาส่องกับไฟดูปรากฏว่าไม่มีลายน้ำในแบงก์ ก็รู้ว่าเป็นแบงก์ปลอมก็ขอเปลี่ยนเป็นแบงก์ 20 บาท โดยบอกว่าไม่มีเงินทอน เขาก็เปลี่ยนให้และได้บอกเขาไปว่าแบงก์ 50 บาทเป็นแบงก์ปลอม เขาทำท่างงแต่ก็ไม่พูดอะไร

และเมื่อช่วงเย็นนี้ก็ได้มีคนนำแบงก์ 50 บาทมาซื้อของในร้านอีก ตนเองก็ตรวจสอบพบว่าเป็นแบงก์ปลอม แต่ก็รับไว้และตัดสินใจแจ้งให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจทราบ เพื่อที่จะได้แจ้งเตือนพ่อค้าแม่ค้าที่ขายของในเวลากลางคืนให้ระมัดระวังและตรวจสอบธนบัตรใบละ 50 บาทให้ละเอียดก่อนรับเงินใช้การสังเกตลายน้ำในธนบัตรเพื่อให้แน่ใจว่า ธนบัตรที่รับมาเป็นธนบัตรจริง

อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าของร้านได้ให้เบาะแสเพื่อเป็นข้อมูลต่อทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อเป็นแนวทางที่จะหาถึงต้นตอของธนบัตรปลอมด้วย

ข้อมูลจาก...ผู้จัดการ ออนไลน์

วันจันทร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ญาติร่วมรับ 2 ศพทหารกล้าเหยื่อระเบิดรถชุดลาดตระเวน

ญาติและเพื่อนข้าราชการทหารภายในค่าเสนนาณรงค์ ร่วมรับศพ 2 ทหารกล้าเหยื่อโจรใต้เหตุลอบวางระเบิดขณะที่กำลังลาดตระเวนเส้นทางใน อ.รามัน จ.ยะลา

เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 8 พ.ค.54 ที่สนามจอดเฮลิคอปเตอร์ มณฑลทหารบกที่ 42 ค่ายเสนาณรงค์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ได้มีพิธีรับและส่งศพ เจ้าหน้าที่ทหาร ร้อย ร.15223 หน่วยเฉพาะกิจยะลา 12 ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์คนร้ายลอบวางระเบิด ขณะที่กำลังลาดตระเวนเส้นทางบ้านจำปูน ม.6 ต.ท่าธง อ.รามัน จ.ยะลา ซึ่งเจ้าหน้าที่ทหาร ร้อย ร.15223 เสียชีวิต 3 นาย ประกอบด้วย ร.ต.อุบล หนูเอียด ผบ.ร้อย ร.15223 จ.ส.อ.ผล หวานวงศ์ นายสิบส่งกำลัง ร้อย ร.15223 และ พลทหาร อนุวัฒน์ เพชรราม เหตุเกิดเมื่อบ่ายของวันที่ 7 พ.ค.ที่ผ่านมา

พิธีรับและส่งศพของทหารที่เสียชีวิต 2 นาย ที่มีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่ จ.สงขลา คือ ร.ต.อุบล หนูเอียด และ จ.ส.อ.ผล หวานวงศ์ ที่ลานจอดเฮลิคอปเตอร์ มณฑลทหารบกที่ 42 ค่ายเสนาณรงค์ มีแถวกองทหารเกียรติยศ 1 หมวด แถวญาติของทหารที่เสียชีวิต และแถวเพื่อนข้าราชการทหารภายในค่าเสนาณรงค์ ที่รอรับศพที่เดินทางมาโดยเฮลิคอปเตอร์จากค่ายสิรินธร จ.ยะลา และทำพิธีส่งศพ เพื่อเคลื่อนย้ายศพโดยขบวนรถต่อไปยังภูมิลำเนาของทหารทั้ง 2 นาย

ซึ่งศพของ ร.ต.อุบล หนูเอียด จะเคลื่อนศพไปบำเพ็ญกุศล ยังวัดนาศรีทอง ต.เขาพระ อ.รัตภูมิ จ.สงขลา ส่วนศพของ จ.ส.อ.ผล หวานวงศ์ จะเคลื่อนศพไปบำเพ็ญกุศลยังวัดชลฑาราวาส อ.บางกล่ำ จ.สงขลา ซึ่งพิธีเป็นไปด้วยความโศกเศร้าของญาติและเพื่อนข้าราชการทหารที่มาร่วมพิธี

ส่วนศพของ พลทหาร อนุวัฒน์ เพชรราม ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์เดียวกัน ศพได้ถูกเคลื่อนต่อไปยังภูมิลำเนาใน จ.ตรัง โดยเฮลิคอปเตอร์ บำเพ็ญกุศลศพที่วัดในปรง ม.3 ต.อ่าวตง อ.วังวิเศษ จ.ตรัง

ข้อมูลจาก...ผู้จัดการ ออนไลน์

ทัพเรือสงขลาจับกุมเรือประมงเวียดนาม 2 ลำ รุกล้ำน่านน้ำไทย

ทหารเรือทัพเรือภาคที่ 2 จับกุมเรือประมงเวียดนาม 2 ลำ พร้อมลูกเรือ 23 คน ขณะรุกล้ำเข้ามาทำการประมงในเขตน่านน้ำอ่าวไทย ห่างจากแหลมตะลุมพุก 25 ไมล์ทะเล

วันที่ 8 พ.ค.54 ทหารเรือทัพเรือภาคที่ 2 สงขลา จับกุมเรือประมงสัญชาติเวียดนาม จำนวน 2 ลำ พร้อมลูกเรือรวม 23 คน คือ เรือ CM 91117 TS มีลูกเรือ 11 คน และเรือ CM 99223 TS มีลูกเรือ 12 คน ซึ่งเป็นเรือประมงวางเบ็ด ขณะรุกล้ำเข้ามาลักลอบทำการประมงในเขตน่านน้ำอ่าวไทยบริเวณเกาะกระ ห่างจากแหลมตะลุมพุก จ.นครศรีธรรมราช 20 ไมล์ทะเล

หลังจากที่เรือประมงไทยได้แจ้งให้ทัพเรือภาคที่ 2 ทราบ และได้ส่งเรือตรวจการณ์ ซึ่งออกลาดตระเวนอยู่ในบริการดังกล่าวเข้าทำการตรวจสอบ และจับกุมได้ทั้งสองลำ ก่อนที่จะลากจูงเข้าฝั่งที่ท่าเทียบเรือฐานทัพเรือสงขลา ทัพเรือภาคที่ 2 เพื่อตรวจค้นเรือทั้งสองลำรวมทั้งสอบสวนลูกเรือทั้งหมด

โดยพบว่าเรือประมงทั้งสองลำเป็นเรือจากเมืองกาเมา ประเทศเวียดนาม เบื้องต้นได้ควบคุมตัวลูกเรือทั้งหมดดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยสิทธิการประมงและการประกอบการเรือประมงไทย พ.ศ.2482 และจะประสานไปยังสถานทูตเวียดนามประจำประเทศไทยเพื่อส่งตัวกลับประเทศต่อไป

การจับกุมเรือประมงทั้งสองลำเป็นผลมาจาก พลเรือโท วิฑูรย์ คัมภีระพันธุ์ ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 2 สงขลา ได้สั่งการให้เรือตรวจการของทัพเรือภาคที่ 2 ออกลาดตระเวนในบริเวณโดยรอบของพื้นที่เกาะกระ ที่มักจะพบเรือประมงเวียดนามรุกล้ำเข้ามาทำการประมงในเขตน่านน้ำอ่าวไทยอย่างต่อเนื่อง และเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมได้หลายครั้งในรอบสองเดือนที่ผ่านมา

ข้อมูลจาก...ผู้จัดการ ออนไลน์

เถ้าแก่รายย่อยชุมนุมเรียกร้อง SMEs แบงก์ปล่อยกู้ช่วยน้ำท่วมเพิ่ม


ผู้ประกอบการรายย่อยชุมนุมหน้า SMEs แบงก์หาดใหญ่ เรียกร้องปล่อยกู้ช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ถูกน้ำท่วม ซึ่งยังไม่ได้รับการอนุมัติ และไม่มีความคืบหน้าแม้ว่าจะร้องเรียนผู้ว่าฯ ไปแล้วก็ตาม

วันที่ 6 พ.ค.54 ที่บริเวณหน้าธนาคาร SMEs สาขาหาดใหญ่ ถนนศุภสารรังสรรค์ อ.หาดใหญ่ นายสุรศักดิ์ มณี, นายไพโรจน์ พวงสอน, นายจรัญ วงศ์กระจ่าง และ นายอภิชัย หมิดทองคำ กลุ่มแกนนำผู้ประกอบการรายย่อย ได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการอนุมัติเงินให้กับธนาคาร SMEs เพื่อปล่อยกู้ให้กับผู้ประกอบการรายย่อยใน จ.สงขลา พร้อมกับประชาชนที่จำนวนประมาณ 40 คน ได้นำรถขยายเสียง และทำที่ตั้งรับลงทะเบียนสำหรับผู้ที่กิจการได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม แต่ยังไม่ได้รับการปล่อยกู้จากธนาคาร หลังจากที่เคยเข้ายื่นหนังสือกับทางผู้ว่าราชการจังหวัดเมื่อวันที่ 1 พ.ค.ที่ผ่านมา แต่ก็ยังไม่ได้รับคำตอบแต่อย่างใด

นายสุรศักดิ์ มณี กล่าวว่า รัฐบาลควรเร่งอนุมัติเงินส่วนนี้ เพื่อให้ธนาคาร SME นำมาปล่อยกู้ให้กับผู้ประกอบการรายย่อยทุกรายที่ผ่านการตรวจสอบของธนาคาร เพราะเป็นโครงการของรัฐบาลที่ได้ประกาศให้ความช่วยเหลือเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้กับผู้ประกอบการ เพื่อนำไปใช้ปรับปรุงกิจการ เพราะส่วนใหญ่ยังคงได้รับความเดือดร้อน และขาดเงินทุน และมีการตั้งข้อสังเกตว่า เงินในส่วนที่จะช่วยเหลือผู้ประกอบการใน จ.สงขลา รัฐบาลได้โยกไปใช้ในพื้นที่อื่นที่ประสบภัยน้ำท่วมจริงหรือไม่ ซึ่งในความเป็นจริงรัฐบาลควรวางกรอบการช่วยเหลือตามความเป็นจริงของแต่ละพื้นที่

ส่วนที่หน้าธนาคาร SMEs ได้ติดป้ายแจ้งทำความเข้าใจกับผู้ที่มายื่นเรื่องเอาไว้ว่า “สินเชื่อวงเงินหมด” ซึ่งแหล่งข่าวภายในแจ้งว่า สินเชื่อ SMEs ผู้ประกอบการรายย่อยที่ได้มีการอนุมัติงบประมาณทั้งหมดจำนวน 5,000 ล้านบาท โดยธนาคารได้ให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการผ่านสินเชื่อโครงการนี้ไปแล้ว เป็นจำนวน 15,336 ราย ซึ่งในส่วนเฉพาะพื้นที่ จ.สงขลา เองอนุมัติสินเชื่อเป็นเงินไปประมาณ 3,000 ล้านบาท

ข้อมูลจาก...ผู้จัดการ ออนไลน์

ไฟไหม้ตึกแถว5ชั้นย่านธุรกิจการค้าใจกลางเมืองหาดใหญ่


เกิดเหตุเพลิงไหม้ตึกแถว 5 ชั้นย่านธุรกิจการค้า กลางเมืองหาดใหญ่ เจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลากว่า 1 ชม.จึงจะควมคุมเพลิงได้ ท่ามกลางความชุลมุนของพ่อค้าแม่ค้า และนักท่องเที่ยว

เมื่อช่วงค่ำวันที่ 4 พ.ค.54 เกิดเหตุไฟไหม้ขึ้นที่บริเวณย่านธุรกิจการค้า และย่านการท่องเที่ยว บนถนนนิพัทธิ์อุทิศ 2 ใจกลางเมืองหาดใหญ่ โดยจุดเกิดเหตุเป็นตึกแถวห้าชั้นของศูนย์การค้าดาวน์ทาวน์เลขที่ 80-82 ต้นเพลิงเกิดจากชั้นสามซึ่งเป็นห้องพักแบ่งให้เช่า ขณะที่ชั้นล่างเป็นร้านจำหน่ายสินค้า

ทางเทศบาลนครหาดใหญ่ต้องระดมรถดับเพลิง และรถกระเช้ารวมทั้งรถเป่าควันกว่า 10 คัน มาฉีดน้ำควบคุมเพลิงไม่ให้ลุกลามไปยังตึกแถวที่อยู่ติดกันอีก 3 ห้อง โดยมีผู้ที่พักอยู่บนชั้นสามบางคนปีนหน้าต่าง และไต่มาตามระเบียง เพื่อหนีตายเนื่องจากมีกลุ่มควันพวยพุ่งออกมาเป็นจำนวนมาก ขณะที่บรรดาพ่อค้าแม่ค้าในบริเวณดังกล่าวต่างรีบนำสินค้าออกจากบริเวณที่เกิดเหตุท่ามกลางความชุลมุน เนื่องจากบริเวณเกิดเหตุเป็นย่านที่มีนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก และเป็นที่ตั้งของโรงแรมและศูนย์การค้าหลายแห่ง โดยเจ้าหน้าที่ดับเพลิงต้องใช้เวลานานกว่า 1 ชั่วโมงจึงสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ ซึ่ง นายไพร พัฒโน นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ ได้เดินทางมาควบคุมสถานการณ์ด้วยตัวเอง

จากการตรวจสอบในเบื้องต้นพบว่าห้องพักบนชั้น 3 ถูกไฟไหม้เสียหายทั้งหมด เนื่องจากส่วนใหญ่ใช้ไม้อัดกั้นจึงเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี แต่ไม่มีผู้ใดได้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต ส่วนสาเหตุเจ้าหน้าที่คาดว่าน่าจะมาจากระบบไฟฟ้าลัดวงจร ด้านความเสียหายยังไม่สามารถประเมินได้ ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ได้กันพื้นที่เกิดเหตุเป็นเขตหวงห้ามชั่วคราว เพื่อรอให้เจ้าหน้าที่วิทยาการเข้าตรวจสอบเก็บหลักฐานและหาสาเหตุของไฟไหม้อีกครั้งหนึ่งในวันพรุ่งนี้

ข้อมูลจาก...ผู้จัดการ ออนไลน์

นครหาดใหญ่เดินหน้ายกฐานะสู่มหานครแห่งแรกภาคใต้

เทศบาลนครหาดใหญ่ ดึงนักวิชาการจากรั้ว มสธ.ศึกษารูปแบบการบริหาร "มหานครหาดใหญ่" เพื่อให้สอดรับกับการพัฒนาเมือง ซึ่งมีความเจริญเกินกว่าเกณฑ์เทศบาลนคร โดยเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน เชื่อมโยงเครือข่ายการปกครองส่วนท้องถิ่นรอบข้างและให้มีงบประมาณเพียงพอแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที ทั้งปัญหาน้ำท่วม ความมั่นคง ชี้หากประชาชนขานรับจะกลายเป็น "มหานครแห่งแรกของภาคใต้"

เทศบาลนครหาดใหญ่ว่าจ้างนักวิชาการจากสาขารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ศึกษารูปแบบการบริหารมหานครหาดใหญ่ เพื่อทราบถึงความคิดเห็นเกี่ยวกับสมรรถนะในการบริหารจัดการของเทศบาลนครหาดใหญ่ในปัจจุบัน ทั้งในด้านการพัฒนาองค์กร บุคลากรและนำแนวคิดในการบริหารจัดการสมัยใหม่มาใช้ในการปฏิบัติงาน ซึ่งมุ่งตอบสนองความต้องการของประชาชนในพื้นที่ โดยอยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน

รศ.ดร.ปธาน สุวรรณมงคล ผู้อำนวยการศูนย์ธรรมาภิบาลท้องถิ่น สาขารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช กล่าวว่า หากพิจารณาจากสภาพเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองการบริหารเทศบาลนครหาดใหญ่จะพบว่า หาดใหญ่เป็นเมืองชายแดนที่เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจการค้าและการท่องเที่ยวของภาคใต้ตอนล่าง ที่สามารถเชื่อมโยงกับเมืองนานาชาติ โดยระดับความเจริญของพื้นที่มีสูงมากและเติบโตอย่างต่อเนื่องจนเกินกว่าการเป็นเพียงเทศบาลระดับนคร

อีกทั้งปัญหาด้านต่างๆ มีความสลับซับซ้อนมากขึ้น เช่น การขาดแคลนสาธารณูปโภคสาธารณูปการ การจราจร น้ำเสีย ขยะ อาชญากรรมชุมชนแออัด เป็นต้น ซึ่งปัญหาเหล่านี้มหานครทั้งหลายกำลังประสบอยู่ จึงเรียกได้ว่า เทศบาลนครหาดใหญ่ มีสภาพเป็นมหานครเช่นเดียวกับกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นมหานครประเทศไทยมาตั้งแต่ พ.ศ.2518 จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีรูปแบบที่เหมาะสมในการบริหารพื้นที่ที่มีความเจริญเป็นพิเศษเช่นเดียวกัน

โดยภายหลังจากได้ยกฐานะเป็นเทศบาลนครหาดใหญ่ในปี 2538 เป็นต้นมา พบว่าปัจจุบันมีพลเมืองมากกว่าเกณฑ์ประมาณ 3 เท่าหรือกว่า 157,000 คน ราษฎรอาศัยอยู่อย่างหนาแน่นเฉลี่ยประมาณ 8,300 คนต่อตารางกิโลเมตร โดยมีงบประมาณเกือบ 1,000 ล้านบาท แต่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ประกาศนโยบายต่อรัฐบาลเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2551 ชัดเจนถึงการสนับสนุนการปกครองตนเองของท้องถิ่นว่า ให้มีการบริหารท้องถิ่นรูปแบบพิเศษให้สอดรับกับระดับการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมของพื้นที่ โดยสนับสนุนให้ท้องถิ่นที่มีศักยภาพและความพร้อมจัดตั้งเป็นมหานคร

ดังนั้น รูปแบบของมหานครหาดใหญ่ที่กำลังทำการศึกษานั้น ต้องมีโครงสร้างการบริหารงานที่อิสระ คล่องตัว เปิดโอกาสให้หลายภาคส่วนมีส่วนร่วม ประชาชนมีส่วนร่วมและมีรายได้พอเพียงโดยทั้งจากการเก็บภาษีและการลงทุน ซึ่งปัจจุบันที่ท้องถิ่นจัดเก็บเอง 10% และได้รับการอุดหนุนจากรัฐบาลส่วนกลางอีก 90% โดยอาศัยจุดแข็งในการเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและเมืองท่องเที่ยว ทั้งนี้ การศึกษานี้จะมองในมุมกว้างที่ต้องมีการบริหารพื้นที่ร่วมกันของเทศบาลรอบข้าง ไม่เฉพาะเทศบาลนครหาดใหญ่เท่านั้น

รศ.ดร.ปธาน กล่าวต่อว่า ในกระบวนการศึกษานั้นจะใช้เวลานาน 6 เดือน โดยให้ความสำคัญต่อการมีส่วนร่วมของภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างน้อย 4 ภาคส่วน ได้แก่ ภาคราชการ ภาคธุรกิจเอกชน ภาคประชาชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาควิชาการ ซึ่งจะมีการจัดประชุมกลุ่มย่อยในแต่ละภาคส่วน รวมถึงการสัมมนาใหญ่เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนอย่างกว้างขวาง และประมาณเดือนกันยายน-ตุลาคมปีนี้ จะเสนอร่างกฎหมายให้ต่อเทศบาลนครหาดใหญ่ เพื่อเปิดให้มีการทำประชาพิจารณ์และนำเข้าสภาเทศบาล ก่อนจะนำเสนอรัฐบาลกลางและประกาศใช้ต่อไป

นายพฤกษ์ พัฒโน รองนายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ ยอมรับว่าปัจจุบันการบริหารงานของเทศบาลนครหาดใหญ่มีข้อจำกัดอยู่มาก จึงไม่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ทันท่วงที และต้องพึ่งพางบประมาณจากส่วนกลาง ดังเช่นการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ปัญหาความไม่สงบที่สืบเนื่องจาก 3 จังหวัดชายแดนใต้ เป็นต้น

ดังนั้น เทศบาลนครหาดใหญ่จึงว่าจ้างให้มีการศึกษาทิศทางการพัฒนาเทศบาลนครหาดใหญ่สู่การเป็นมหานคร ด้วยศักยภาพที่ต้องการยืนด้วยตัวเอง ลดการพึ่งพาส่วนกลาง โดยอาศัยอำนาจและงบประมาณ โดยการนำทรัพยากรที่มีมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ซึ่งมีประชาชนในพื้นที่ร่วมแสดงความคิดเห็นให้ข้อมูลก่อนที่จะนำไปสู่ข้อสรุป ซึ่งหากประชาชนให้การตอบรับจะทำให้เทศบาลนครหาดใหญ่ยกระดับเป็นมหานครแห่งแรกของภาคใต้ และคณะบริหารหวังที่จะผลักดันแนวคิดนี้ให้ประสบความสำเร็จ แม้ว่าการศึกษาที่ผ่านมาจะดำเนินเพียงครึ่งๆ กลางๆ เท่านั้น

ข้อมูลจาก...ผู้จัดการ ออนไลน์

ด่านสะเดาจับกุมหญิงสาวชาวปัตตานี ขณะลับลอบขนใบกระท่อมเข้าประเทศ

ด่านศุลกากรสะเดา จับกุมหญิงสาวชาวปัตตานี ขณะขับรถเก๋งของประเทศมาเลเซีย ลักลอบขนใบกระท่อมสดจากมาเลเซียเข้าไทย น้ำหนัก 30 กิโลกรัม

วันที่ 4 พ.ค.54 เมื่อเวลา 16.00 น.นายบุญเทียม โชควิวัฒน นายด่านศุลกากรสะเดา เจ้าหน้าที่ด่านศุลกากรสะเดา จ.สงขลา ตรวจยึดใบกระท่อมสดน้ำหนัก 30 กิโลกรัม ซึ่งซุกซ่อนมาในส่วนต่างๆ ของรถเก๋ง ยี่ห้อโปรตอน สีเทา หมายเลขทะเบียน ST 1483 D มาเลเซีย โดยมี น.ส.มูนา วาเย๊ะ อายุ 30 ปี ชาว จ.ปัตตานี เป็นคนขับ และถูกเจ้าหน้าที่ตรวจค้นขณะขับผ่านจุดตรวจด่านพรมแดนสะเดา

จากการสอบสวน น.ส.มูนา ให้การว่า เป็นเพียงคนรับจ้างขนใบกระท่อมดังกล่าวจากประเทศมาเลเซีย เพื่อไปส่งให้กับกลุ่มผู้ค้าใบกระท่อมทั้งใน จ.สงขลา และ จ.ปัตตานี โดยได้รับค่าจ้างเที่ยวละ 2,000 บาท และเพิ่งทำเป็นครั้งแรก เจ้าหน้าที่จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาพยายามลักลอบนำยาเสพติด ประเภท 5 ใบกระท่อมสดเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตและควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมใบกระท่อมและรถเก๋ง ส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรสะเดา เพื่อสอบสวนขยายผลไปถึงกลุ่มผู้ค้าใบกระท่อมกลุ่มนี้ต่อไป

เจ้าหน้าที่ด่านศุลกากร เผยว่า ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่มีการจับกุมหญิงสาวขณะลักลอบขนใบกระท่อมเข้าไทย ซึ่งกลุ่มผู้ค้าใบกระท่อมพยายามหาวิธีการใหม่ที่จะลักลอบขนใบกระท่อมจากมาเลเซียเข้าประเทศไทย เนื่องจากยังเป็นที่ต้องการจำนวนมาก เพื่อใช้เป็นส่วนผสมผลิตเป็นยาเสพติดชนิดสี่คูณร้อยโดยขณะนี้ราคาซื้อขายอยู่ที่กิโลกรัมละ 400-600 บาท

ข้อมูลจาก...ผู้จัดการ ออนไลน์

พท.สงขลาล้มไม่เป็นท่า ประกาศวางมือการเมืองหลังท่อน้ำเลี้ยงตัน

“ไสว ณ พัทลุง” ผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานพรรคเพื่อไทยสงขลาและผู้เสนอคัดเลือกว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.สงขลาอีก 8 คนประกาศวางมือทางการเมืองในนามพรรคเพื่อไทยหลังจากหมดเงินร่วมล้าน แต่พรรคกลับไม่สนใจให้การสนับสนุน

วันที่ 4 พ.ค.54 นายไสว ณ พัทลุง ผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานพรรคเพื่อไทยจังหวัดสงขลา ได้ประกาศยุติบทบาททางการเมืองในพรรคเพื่อไทย (พท.) พร้อมด้วยผู้เสนอตัวลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.สงขลาอีกทั้งหมด 8 คน เนื่องจากผู้บริหารพรรคไม่ให้ความสำคัญ ไม่เรียกประชุมในการคัดเลือกผู้สมัคร ส.ส. และยังจะตัดชื่อผู้ที่ทางศูนย์ประสานงานฯเสนอตัวออกด้วย เพราะมีคนในพรรคกำลังเล่นเกมส์อยู่เพื่อต้องการส่งคนของตนเองลงสมัครแทน การกระทำดังกล่าวเป็นการเป็นไม่ถูกต้อง

นายไสวกล่าวว่า ตนได้ทำงานให้กับพรรคเพื่อไทยด้วยการเสียสละ ทุกสิ่งทุกอย่างต้องออกเงินเองทั้งหมดไม่น้อยกว่า 1 ล้านกว่าบาท ตั้งแต่การเดินทางร่วมประชุมกับพรรค 4 ครั้ง ปรับปรุงสถานที่ตั้งศูนย์ประสานงานให้ผู้ที่ศูนย์ประสานงานฯเสนอตัวลงสมัคร ส.ส.ทำกิจกรรมในพื้นที่ ไม่เคยรับเงินจากพรรคแม้แต่บาทเดียว เมื่อคนที่เสียสละเพื่อพรรคๆ ไม่เห็นความสำคัญ เลิกยุ่งเกี่ยวการเมืองในพรรคเพื่อไทยดีกว่าให้เปลืองตัวอีกต่อไป

ด้าน นายบุญญา หลีเหลด รองผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานพรรคเพื่อไทย จังหวัดสงขลา เปิดเผยว่า ทางที่ถูกต้องกรรมการบริหารพรรคต้องประชุมร่วมกันกับศูนย์ประสานงานฯ ในการทำกิจกรรมทางการเมือง เช่น การคัดเลือกตัวผู้สมัคร ส.ส. หากทางพรรคฯตัดชื่อผู้สมัคร ส.ส.บางคนออก ต้องมีเหตุผลเพียงพอที่ชี้แจงกับกรรมการศูนย์ฯ เป็นการถนอมน้ำใจไว้เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง

ข้อมูลจาก...ผู้จัดการ ออนไลน์