วันอาทิตย์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ทหารเกณฑ์คลั่งใช้เอ็ม 16 ยิงทหาร-ชาวบ้านดับเพื่อชิง จยย.หลบหนี

ทหารเกณฑ์สังกัด ฉก.12 ยะลา ก่อเหตุใช้อาวุธปืนเอ็ม16 ยิงทหารยศร้อยโทสังกัดเดียวกันเสียชีวิต และยังยิงชาวบ้านเสียชีวิต 1 คนบาดเจ็บอีก1 คน เพื่อชิงรถจักรยานยนต์ขับหลบหนีเจ้าหน้าที่กำลังติดตามไล่ล่า
      
       เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 30 ก.ค.54 เกิดเหตุยิงกันที่บริเวณตลาดเขาน้อย ซึ่งตั้งอยู่ริมถนนสายเอเชียเส้นทางเทพา-จะนะ พื้นที่หมู่8 ต.สะกอม อ.เทพา จ.สงขลา หลังตำรวจรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบศพ ร.ท.สุวรรณ มูดี ทหารสังกัด ฉก.12 ยะลา ถูกยิงด้วยอาวุธปืนเอ็ม16 เข้าบริเวณลำตัวเสียชีวิตอยู่ในพงหญ้าริมทาง
      
       นอกจากนี้ ยังมีชาวบ้านถูกยิงเสียชีวิตอยู่ในที่เกิดเหตุอีก1 คนคือ นายอับดุลการีม หมะเต็ม อายุ 20 ปี และมีชาวบ้านถูกยิงได้รับบาดเจ็บอีก1 คนคือ นายอับดุลรอมีน สือลี อายุ 24 ปี ส่วนผู้ที่ก่อเหตุคือ พลทหารสุรศักดิ์ บุญชู อายุ 21 ทหารเกณฑ์ สังกัด ฉก.12 ยะลา ซึ่งเป็นลูกน้องของ ร.ท.สุวรรณ
      
       หลังเกิดเหตุได้ขับรถจักรยานยนต์ฮอนด้าสีน้ำเงินทะเบียน ครบ 295 สงขลา ซึ่งเป็นรถของนายอับดุลการีม ชาวบ้านที่เสียชีวิตหลบหนีไป โดยในที่เกิดเหตุเจ้าหน้าที่ได้ยึดอาวุธปืนเอ็ม16 ที่ใช้ก่อเหตุ ซึ่ง พลทหารสุรศักดิ์ ทิ้งไว้ก่อนขับรถหลบหนี
      
       จากการสอบสวนทราบว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น ขณะที่ ร.ท.สุวรรณ ได้ขับรถกระบะโตโยต้าวีโก้ ทะเบียน บฉ 975 ยะลา มาจาก จ.ยะลา เพื่อเดินทางมาธุระที่ อ.หาดใหญ่ โดยมี พลทหารสุรศักดิ์ ติดรถมาด้วยเพื่อเดินทางกลับบ้านไปเยี่ยมแม่ที่กำลังป่วยที่ อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช โดยระหว่างทางคาดว่าทั้งสองคนน่าจะเกิดมีปากเสียงและทะเลาะกันภายรถ และพลทหารสุรศักดิ์ ได้แย่งอาวุธปืนเอ็ม16 และปืนพกสั้นของ ร.ท.สุวรรณ และ ร.ท.สุวรรณ ได้จอดรถที่บริเวณตลาดเขาน้อยและพยายามเปิดประตูวิ่งหลบหนี แต่ถูกพลทหารสุวรรณไล่ยิงจนเสียชีวิต
      
       จากนั้น พลทหารสุรศักดิ์ ได้ใช้อาวุธปืนเอ็ม 16 ไปจี้ชิงรถจักรยานยนต์ของ นายอับดุลการีม แต่ถูกขัดขืน จึงใช้อาวุธปืนเอ็ม16 ยิงใส่จนเสียชีวิตและกระสุนยังไปถูก นายอับดุลรอนิง ที่ยืนอยู่ในบริเวณดังกล่าวบาดเจ็บอีก 1 คน โดยหลังเกิดเหตุตำรวจกำลังระดมกำลังออกไล่ล่าและประสานไปยังตำรวจในพื้นที่ใกล้เคียงทั้ง จะนะ นาหม่อม และ สภ.เมือง แต่ยังไม่พบตัว
ข้อมูลจาก...ผู้จัดการ ออนไลน์

ออกหมายจับอดีตแฟนเก่ามือฆ่าโหดอดีตครูอนุบาล

ตำรวจหาดใหญ่ออกหมายจับคนร้ายที่ก่อเหตุฆ่าเปลือยอดีตครูอนุบาลหมกห้องน้ำรีสอร์ทกลางเมืองหาดใหญ่แล้วเป็นอดีตแฟนเก่า
      
       ความคืบหน้าคดี นางสาวสุณิชา อินทร์ช่วย อายุ 27 ปี อดีตครูโรงเรียนอนุบาลแห่งหนึ่งใน อ.หาดใหญ่ ถูกฆ่าเปลือยในห้องน้ำของห้องพักในรีสอร์ทแห่งหนึ่งในซอย30 ถนนราษฎร์อุทิศ เขตเทศบาลนครหาดใหญ่ เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคมที่ผ่านมา
      
       ล่าสุดในวันที่ 30 ก.ค.54 พนักงานสอบสวน สภ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ได้ขออนุมัติศาล จ.สงขลา ออกหมายจับคนร้ายที่ก่อเหตุแล้ว โดยคนร้ายรายนี้คือ นายเสฎวีวุฒิ หรือ พีรพงศ์ หรือโต้ พูนศิริรัตนกูล อายุ 24 ปี เป็นอดีตแฟนเก่าของผู้ตายที่คบหากันมานาน หลังตกเป็นผู้ต้องสงสัยเพียงรายเดียว กระทั่งตำรวจได้สอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานจนแน่ชัดว่า นายเสฎวีวุฒิ เป็นคนลงมือฆ่า จึงขออนุมัติศาลออกหมายจับ ซึ่งขณะนี้ผู้ต้องหายังคงหลบหนี
      
       สำหรับสาเหตุมาจากเรื่องชู้สาวที่ผู้ตายพยายามตีตัวออกห่างและหันไปคบหากับเพื่อนชายคนสนิทคนใหม่ ทำให้อดีตแฟนเก่าเกิดความหึงหวงและมีเรื่องทะเลาะกันบ่อยครั้งสุดท้าย ในวันเกิดเหตุได้นัดมาเคลียร์ปัญหาภายในรีสอร์ทก่อนที่จะพบนางสาวสุณิชากลายเป็นศพถูกฆ่าเปลือยอยู่ภายในห้องน้ำ
ข้อมูลจาก...ผู้จัดการ ออนไลน์

จับแก๊งค้าใบกระท่อมพรมแดนปาดังเบซาร์

เจ้าหน้าที่ศุลกากรปาดังเบซาร์ จับแก๊งค้าใบกระท่อมสองคนคาด่านพรมแดนปาดังเบซาร์ ขณะขนใบกระท่อม 33 ก.ก.จากมาเลเซียเข้าไทย โดยซุกอยู่ในยางอะไหล่
      
       วันที่ 30 ก.ค.54 เจ้าหน้าที่ศุลกากรปาดังเบซาร์ อ.สะเดา จ.สงขลา สกัดจับรถยนต์กระบะมิตตซูบิชิ สตราด้า สีเทาดำ ทะเบียน บฉ - 7786 ยะลา ซึ่งมี นายมะลอโซ เจะหนิ อายุ 36 ปี ชาวจังหวัดปัตตานี และนายไลลา เบ็งสะมุบุดี อายุ 25 ปี ชาวจังหวัดยะลา นั่งมาในรถด้วยขณะขับผ่านด่านชายแดนปาดังเบซาร์ จากการตรวจค้นพบใบกระท่อมสดน้ำหนัก 33 ก.ก.ซุกซ่อนอยู่ในยางอะไหล่ใต้ท้องรถ และตามส่วนต่างทั้งภายในและภายนอกรถ
      
       จากการสอบสวนผู้ต้องหาทั้งสองคนปฏิเสธไม่มีส่วนรู้เห็นกับใบกระท่อมทั้งหมด โดยอ้างว่าได้นำรถยนต์คันดังกล่าวซึ่งเป็นของพ่อตาเข้าไปเยี่ยมเพื่อนในประเทศมาเลเซีย และเพื่อนชาวมาเลเซียได้ยืมไปขับ และนำรถกลับมาส่งคืนให้จึงขับรถกลับประเทศไทย จนมาถูกตรวจค้นและพบใบกระท่อมซุกซ่อนอยู่ภายในรถ โดยเจ้าหน้าที่เชื่อว่าทั้งสองคนเป็นเครือข่ายผู้ค้าใบกระท่อมใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
ข้อมูลจาก...ผู้จัดการ ออนไลน์

หาดใหญ่รวบแก๊งขโมย จยย.ส่งขายมาเลย์- “ฮอนด้า-ยามาฮ่า” เพียบ

จับกุมแก๊งโจรกรรมรถจักรยานยนต์ส่งขายประเทศมาเลเซีย รับสารภาพหวนมาตั้งแก๊ง เพราะตกงานไม่มีเงินกิน-เที่ยว โดยของกลางส่วนใหญ่เป็นยี่ห้อฮอนด้า และยามาฮ่า เผยหากผู้ใดสงสัยว่ากลายเป็นเหยื่อแก๊งนี้ให้เดินทางมาดูของกลางได้ที่ สภ.หาดใหญ่
      
       วันที่ 30 ก.ค.54 เมื่อเวลาประมาณ 07.30 น. จากการสืบทราบของ พ.ต.อ.จิระวัฒน์ พยุงธรรม ผกก.สภ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ว่ามีแก๊งโจรกรรมรถจักรยานยนต์ หลังก่อเหตุโจรกรรมรถจักรยานยนต์ในเขตพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา แล้วหลบหนีไปกบดานอยู่บริเวณหมู่ที่ 8 ต.คอหงส์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา จึงสั่งการให้ ร.ต.ท.พณพล ภูริภากร หน.ปจร.สภ.หาดใหญ่ ให้นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจหาดใหญ่จำนวนหนึ่งเข้าตรวจสอบและจับกุม
      
       ซึ่งต่อมาตำรวจชุดดังกล่าวไปถึงบริเวณถนนเอเซีย หมู่ 8 ต.คอหงส์ อ.หาดใหญ่ พบผู้ต้องหากำลังเดินอยู่จึงได้เข้าทำการจับกุม ทราบชื่อภายหลังคือนายจงสถิต หรือ เก๋ แช่มซ้อย อายุ 28 ปี อยู่บ้านเลขที่ 14/1 หมู่ 1 ต.เกาะหมาก อ.ปากพะยูน จ.พัทลุง และนายบุญชัย หรือ หมุน ขุนสดับ อายุ 37 ปี อยู่บ้านเลขที่ 87/1 หมู่ 6 ต.พะตง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา นำตัวมาทำการสอบสวนขยายผลพร้อมติดตามยึดรถจักรยานยนต์ที่ทั้ง 2 โจรกรรมมาจากในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ และพื้นที่ใกล้เคียง จำนวน 13 คัน ส่วนใหญ่จะเป็นยี่ห้อฮอนด้า และยามาฮ่า จึงแจ้งข้อหาผู้ต้องหาทั้ง 2 คน ในข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ของผู้อื่นหรือรับของโจร คุมผู้ต้องหาทั้ง 2 คน พร้อมรถของกลาง จำนวน 13 คัน ส่ง ร.ต.อ.เกียรติ นุ้ยเนียม ร้อยเวร สภ.หาดใหญ่ เพื่อดำเนินคดีต่อไป
      
       โดยในชั้นนี้ผู้ต้องหาทั้ง 2 คน ให้การรับสารภาพ นายบุญชัยให้การรับสารภาพว่าตนเองเมื่อก่อนเป็น รปภ. แต่มาได้ลาออกจากงาน และตกงานไม่มีเงินใช้ในการกินและเที่ยว จึงได้ร่วมกับนายจงสถิตก่อเหตุลักทรัพย์ โดยจะเลือกโจรกรรมรถจักรยานยนต์ในเขตพื้นที่ อ.หาดใหญ่ และพื้นที่ใกล้เคียงส่งไปขายในประเทศมาเลเซียในราคาคันละ 4,000 - 5,000 บาท และรถสวยๆ คันละ 10,000 บาท โดยมีคนชื่อนาไม่ทราบนามสกุลและชื่อจริงมารับซื้อไปขายยังประเทศมาเลเซีย
      
       โดยทั้ง 2 คน หลังโจรกรรมรถมาแล้วจะนำไปซุกซ่อนในพื้นที่ จ.พัทลุง และในป่าละเมาะ อ.หาดใหญ่ แต่ก็จนมุมตำรวจถูกจับและตามยึดรถคืนมาได้มากถึง 13 คัน โดยแก๊งนี้เคยโจรกรรมรถจักรยานยนต์มาแล้วกว่า 50 คัน หลังได้เงินมาแล้ว ก็จะนำไปกินเที่ยว ส่วนหนึ่งก็จะแบ่งให้เมียและลูกไว้ใช้และหากผู้เสียหายท่านใดสงสัย
ข้อมูลจาก...ผู้จัดการ ออนไลน์

สถานีรถไฟหาดใหญ่ปล่อยขบวนสายชายแดนใต้วิ่งปกติแล้ว

รถไฟในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้กลับมาให้บริการตามปกติทั้ง 14 ขบวนแล้ว หลังจากต้องหยุดเดินรถไปปลายทางสถานีสุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส มา 3 วันจากเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดรางรถไฟในพื้นที่อ.ระแงะ
      
       วันที่ 30 ก.ค.54 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำกรับการเดินรถไฟในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ตั้งแต่สถานีหาดใหญ่ จ.สงขลา ถึงสถานีสุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส ทั้ง 14 ขบวน เริ่มกลับมาให้บริการตามตารางเดินรถปกติอีกครั้งตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา หลังจากที่จำเป็นต้องหยุดเดินรถไปกลับสถานีปลายทางสุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส มาสามวันจากเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดรางรถไฟในพื้นที่หมู่ 6 บ.สโลว์กาแด๊ะ ต.เฉลิม อ.ระแงะ จ.นราธิวาส เมื่อวันพุธที่ผ่านมา และการเคลียร์เส้นทางรวมทั้งซ่อมแซมรางรถไฟที่เสียหายแล้วเสร็จเมื่อช่วงเย็นเมื่อวานนี้
      
       โดยรถไฟขบวนแรกที่ออกให้บริการจากสถานีรถไฟหาดใหญ่คือขบวนรถที่ 175 หาดใหญ่-สุไหงโก-ลก ซึ่งเป็นขบวนรถท้องถิ่น แต่มีผู้โดยสารค่อนข้างบางตาเนื่องจากบางส่วนอาจจะยังไม่ทราบว่ารถไฟเปิดวิ่งปกติแล้ว อย่างไรก็ตาม ทางศูนย์ภาคใต้การรถไฟแห่งประเทศไทยได้มีมาตรการรักษาความปลอดภัยรถไปทุกขบวนทั้งขบวนท้องถิ่นและขบวนสายยาวจากกรุงเทพฯ ที่ไปกลับ3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เพิ่มขึ้น โดยมีกำลังตำรวจรถไฟและ อส.ประจำขบวน5 นายพร้อมอาวุธครบมือรวมทั้งมีชุดลาดตระเวนเส้นทางในพื้นที่เสี่ยงก่อนรถไฟเที่ยวแรกออกให้บริการเพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับเจ้าหน้าที่รถไฟและผู้โดยสาร
ข้อมูลจาก...ผู้จัดการ ออนไลน์

ศาลชี้ “กรมเจ้าท่า” สร้างเขื่อนกันทราย-คลื่นสงขลาผิด กม.สั่งทำ EIA ภายใน 60 วัน

ศาลปกครองสงขลาพิพากษาคดีชาวบ้านสะกอม และเจ้าของรีสอร์ต ฟ้องกรมเจ้าท่า 2 คดี จากผลกระทบในการสร้างเขื่อนกันทรายและคลื่น แล้วทำให้ชายหาดถูกกัดเซาะ ทรัพย์สินเสียหาย และชาวบ้านไม่สามารถใช้ประโยชน์ทั้งบนบก-ทะเลได้ดังเดิม ชี้ เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายในขั้นตอนและวิธีการ สั่งกรมเจ้าท่าทำ EIA ภายใน 60 วัน และหากมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตามที่ฟ้องแล้วให้แก้ไขภายใน 30 วัน ด้านชาวบ้านเตรียมอุทธรณ์ ขอผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นและให้ศาลประเมินความเสียหายแก่ชาวบ้าน
      
       วันที่ 29 ก.ค.54 เมื่อเวลา 10.00 น.ศาลปกครองสงขลาได้อ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ 15-16/2551 ท่ามกลางการรับผู้ฟ้อง ชาวบ้าน ต.สะกอม อ.จะนะ จ.สงขลา นักวิชาการ ในขณะที่กรมเจ้าท่านั้นมิได้ส่งตัวแทนมาในวันนี้
      
       สืบเนื่องจากในปี 2540-2541 กรมเจ้าท่า หรือกรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชย์นาวีในชื่อเดิมได้ทำการก่อสร้างเขื่อนกั้นทรายปากคลองสะกอม อ.จะนะ จ.สงขลา และสร้างเขื่อนกันคลื่นจำนวน 6 ตัว เพื่อมิให้ตะกอนทับถมบริเวณร่องน้ำปากคลองสะกอม และไม่ต้องขุดลอกคลองทุกปี แต่กลับเป็นการรุกล้ำชายฝั่งทำให้เกิดการกัดเซาะชายฝั่งของบ้านบ่อโชนกว่า 80 เมตรเป็นระยะทางกว่า 3 กิโลเมตร และยังไม่มีท่าทีว่าจะหยุดการกัดเซาะลง
      
       ผลกระทบดังกล่าวทำให้ผู้ที่มีอาชีพบริเวณชายหาดบริเวณ ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้ ทั้งการทำประมงพื้นบ้านขนาดเล็ก รุนกุ้ง หาหอยเสียบ ชาวบ้านต้องเปลี่ยนเส้นทางการสัญจรระหว่างหมู่บ้านจากชายหาดพังทลาย กระทบต่อระบบนิเวศน์อันเป็นแหล่งวางไข่ของเต่าทะเล ปูลม หนอนทรายทะเล ปลาพันธุ์ต่างๆ และส่งผลกระทบต่อจิตใจของผู้ฟ้อง ชุนชนชาวสะกอมที่ต้องการรักษาเป็นมรดกให้คนรุ่นหลัง ในการเป็นแหล่งทำมาหากิน สถานที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวบ้านและนักท่องเที่ยว นับเป็นความเสียหายประมาณปีละ 21,000,000 บาท รวม 9 ปี เป็นเงิน 189 ล้านบาท
      
       ส่วนนี้ผู้ฟ้อง เห็นว่า จำเป็นต้องเร่งฟื้นฟูและรักษาชายฝั่งทะเลไทยให้กลับเข้าสู่ภาวะสมดุลดังเดิม และให้นำเงินมูลค่าความเสียหายนั้นมาใช้จ่ายในการฟื้นฟู และมีการแยกฟ้อง 2 คดีดังที่ปรากฏ
      
       คดีแรก นพ.อนันต์ บุญโสภณ ได้ฟ้องกรมเจ้าท่าที่ 1 (กรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชย์นาวี เดิม), อธิบดีกรมเจ้าท่าที่ 2 และกรมทรัพยากรทางทะเลชายฝั่งที่ 3 ในข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครอง หรือเจ้าหน้าที่รัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย สืบเนื่องจาก กรมเจ้าท่าได้ก่อสร้างเขื่อนกันคลื่นและทราย บริเวณปากคลองสะกอม ต.สะกอม อ.จะนะ จ.สงขลา จำนวน 6 ตัว นับแต่ปี 2539
      
       แต่ภายหลังมีการกัดเซาะชายฝั่ง ทำให้ที่ดินของ นพ.อนันต์ จำนวน 2 แปลง โฉนดที่ดินเลขที่ 38618 เนื้อที่ 3 งาน 41 ตารางวา และที่ดินตามโฉนดเลขที่ 38620 จำนวน 15 ไร่ 3 งาน 20 ตารางวา ซึ่งใช้ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และให้บริการแก่นักท่องเที่ยวถูกคลื่นกัดเซาะได้รับความเสียหาย
      
       เมื่อได้วินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีแล้ว พบว่า กรมเจ้าท่ากระทำการโดยมิชอบด้วยกฎหมายในการสร้างเขื่อนกันทรายและคลื่นร่องน้ำสะกอม ซึ่งมีการนำดินและวัสดุต่างๆ ไปเททับถมและก่อสร้างในน่านน้ำ รวมทั้งเป็นการดำเนินการก่อสร้างสิ่งสก่อสร้างล่วงล้ำเข้าไปเหนือน้ำ ในน้ำของลำน้ำ และภายในน่านน้ำทะเลไทย รวมทั้งบนชายหาดของทะเทบริเวณร่องน้ำสะกอม จึงมีลักษณะเป็นการถมที่ดินในทะเล และอาจจะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในบริเวณร่องน้ำสะกอม และพื้นที่ใกล้เคียงได้
      
       แต่ทั้งหมดไม่ชอบด้วยกฎหมายในขั้นตอนและวิธีการอันเป็นสาระสำคัญของกฎหมาย การที่ศาลจะให้รื้อถอนในทันทีจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อประโยชน์สาธารณะ ในการแก้ไขปัญหาเกิดจากตะกอนทรายที่ตกมาปิดร่องน้ำ
      
       ดังนั้น ศาลจึงพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (กรมเจ้าท่า) จัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม EIA ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด เสนอต่อสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อพิจารณา และหากปรากฏตามรายงาน EIA ว่า เขื่อนกันทรายและคลื่นมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตามฟ้อง ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ดำเนินการแก้ไขตามข้อเสนอแนะของรายงาน EIA ภายใน 30 วัน นับแต่ได้รับรายงาน พร้อมทั้งดำเนินการฟื้นฟูที่บริเวณดังกล่าวให้กลับคืนสภาพเดิมหรือใกล้เคียง
      
       ส่วนคดีต่อมานั้น ชาวบ้าน นายสาลี มะประสิทธิ์, นายเจะหมัด สังข์แก้ว, นายดลรอหมาน โต๊ะกาหวี กับกรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชย์นาวี (ชื่อในปัจจุบันคือ กรมเจ้าท่า) และอธิบดีกรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชย์นาวี และกรทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ในข้อกล่าวหาว่า หน่วยงานรัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยมิชอบด้วยกฎหมาย
      
       เมื่อวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีแล้วให้ความเห็นเหมือนกับคดีแรก และพิพากษาให้กรมเจ้าท่าทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม EIA เช่นเดียวกัน แต่เพิ่มเติมให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดแก่ผู้ฟ้องคดีที่ 1-3 และยกฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2-3 พร้อมยกคำขออื่นนอกจากนี้
      
       รองศาสตราจารย์ ดร.สมบูรณ์ พรพิเนตรพงษ์ นักสมุทรศาสตร์ กล่าวว่า จากการฟังคำพิพากษาในวันนี้เห็นได้ชัดว่าศาลได้ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม จึงให้กรมเจ้าท่าทำรายงาน EIA และด้วยจิตสำนึกเมื่อรู้ว่ากระทำแล้วก่อให้เกิดความเสียหาย แม้ศาลจะไม่ตัดสินเด็ดขาด แต่ควรจะพิจารณาเองว่าควรหยุดสร้างสิ่งก่อสร้างใดๆ ในทะเลหรือไม่
      
       ด้านแหล่งข่าวรายหนึ่ง เผยว่า การฟ้องร้องครั้งนี้เป็นคดีใหม่สำหรับศาลที่จะเป็นบรรทัดฐานให้กับจังหวัดอื่นๆ ซึ่งประสบปัญหาเดียวกัน อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้ ชาวบ้านจะมีการอุทธรณ์ภายใน 30 วัน ให้ศาลใช้อำนาจเรียกผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมมาให้ความเห็นเพิ่มเติมในเรื่องผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม เพราะหากให้กรมเจ้าท่าเป็นผู้ดำเนินการทำ EIA เองก็อาจจะเข้าข้างตัวเอง รวมถึงขอให้ศาลเป็นผู้ประเมินความเสียหายจากผลกระทบที่เกิดขึ้นแทนกรมเจ้าท่า
      
       นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตว่า สิ่งที่กรมเจ้าท่าได้ทำมานั้นตั้งแต่การสร้างเขื่อนกันทรายและคลื่นตัวแรกไม่ถูกต้องแล้ว ยังมีการก่อสร้างอีกตามมาจนถึงปัจจุบันด้วยวิธีการเดียวกันนั้น มีความถูกต้องหรือไม่ และผลกระทบก็ยังมีให้เห็นอยู่จนถึงทุกวันนี้
ข้อมูลจาก...ผู้จัดการ ออนไลน์

วันพฤหัสบดีที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

จับแก๊งส่งยาเข้าคุก ยัดใส่ฝอยทองตบตาเจ้าหน้าที่เรือนจำสงขลา

เจ้าหน้าที่เรือนจำ จ.สงขลา จับกุมแก๊งรับจ้างขนยาเสพติดให้กับนักโทษในเรือนจำ ขณะซุกยาบ้าและยาไอซ์ในกล่องขนมฝอยทอง ทำเนียนยัดใส่ซองสีส้มให้เป็นสีเดียวกับสีของขนมฝอยทอง
      
       วันที่ 27 ก.ค.54  เมื่อเวลา 14.00 น. นายโสภณ ยิ้มปรีชา ผู้บัญชาการเรือนจำ จ.สงขลา และเจ่าหน้าที่เรือนจำได้จับกุม นายวีรศักดิ์ รักษาพล อายุ 30 ปี อยู่บ้านเลขที่ 170/12 ม.4 ต.เขารูปช้าง อ.เมือง จ.สงขลา พร้อมของกลางยาบ้า 200 เม็ด และยาไอซ์ 10 จี หรือ10 ถุงเล็กพร้อมโทรศัพท์มือถือ1 เครื่อง ขณะที่ติดต่อขอเข้าไปเยี่ยม นักโทษชาย ประกิต บิลหนูเหร็ม ซึ่งเป็นนักโทษในคดีโทรมหญิง พร้อมกับนำอาหารซึ่งประกอบด้วยขนมฝอยทอง3 กล่อง สลัด 1 กล่อง มะม่วง 2 ลูก ข้าวมันไก่ 1 กล่องพร้อมน้ำซุป เข้าไปฝาก
      
       แต่ปรากฏว่าขณะที่นายวีรศักดิ์เข้าไปรออยู่ในห้องเยี่ยมผู้ต้องขัง เจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจสอบทั้งหมด และได้สังเกตเห็นสิ่งผิดปกติที่กล่องขนมฝอยทอง 2 กล่องจึงได้แกะออกดูก็พบยาบ้าจำนวน 200 เม็ดใส่ไว้ในถุงสีส้มซึ่งเป็นสีเดียวกับขนมฝอยทอง โดยยัดไว้ใต้ขนมฝอยทอง ส่วนอีกกล่องพบยาไอซ์น้ำหนัก10 จี ซึ่งใส่ไว้ในถุงสีส้มเช่นเดียวกันและยัดไว้ใต้ขนมฝอยทองในลักษณะเดียวกัน
      
       เจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมตัวมาสอบสวน ซึ่งนายวีรศักดิ์รับสารภาพว่าได้รับการว่าจ้างจากชายคนหนึ่งในราคา 5,000 บาท ให้นำสิ่งของทั้งหมดมามอบให้กับนักโทษชายประกิตในเรือนจำ จ.สงขลา ซึ่งมีการจัดสิ่งของมาให้เรียบร้อยโดยตนไม่รู้ว่ามีการยัดยาบ้าและยาไอซ์ไว้ในกล่องขนมฝอยทอง
      
       แต่เจ้าหน้าที่ยังไม่ปักใจเชื่อเบื้องต้นได้ประสานให้ตำรวจ สภ.เมืองสงขลา มารับตัวไปสอบสวนเพื่อขยายผลไปยังผู้จ้างว่าซึ่งเชื่อว่าเป็นฝีมือของแก๊งค้ายาเสพติดเครือข่ายในเรือนจำ ขณะที่ทางเจ้าหน้าที่เรือนจำจะสอบสวนขยายผลนักโทษชายประกิต ว่ามีนักโทษรายใดเป็นตัวการใหญ่อยู่เบื้องหลัง
ข้อมูลจาก...ผู้จัดการ ออนไลน์

รร.หรรษาเจ.บี.เปิดบริการแล้ว โวเร่งฟื้นฟูกู้หน้าให้เป็นโรงแรมชั้นนำระดับภูมิภาค

กรรมการผู้จัดการโรงแรมหรรษา เจ.บี. แถลงข่าวเปิดตัวอย่างเป็นทางการ พร้อมให้บริการตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หลังจากเกิดเหตุวุ่นวายระหว่างผู้เช่าเก่ามาระยะหนึ่ง โวจะเร่งปรับปรุง ฟื้นฟู กู้หน้า ภาพลักษณ์เมืองหาดใหญ่ ให้กลับมาเป็นที่ยอมรับ เป็นโรงแรมชั้นนำระดับภูมิภาคเช่นเดิม
      
       วันที่ 27 ก.ค.54 ที่โรงแรมหรรษา เจ.บี. อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา นางดิษยาพัชร์ สุทธิสมิทธิ์ กรรมการผู้จัดการ โรงแรมหรรษา เจ.บี. พร้อมด้วยทนายความ แถลงข่าวเปิดตัวโรงแรมหรรษา เจ.บี. อย่างเป็นทางการ โดยให้บริการตั้งแต่วันที่ 27 ก.ค.54 เป็นต้นไป หลังจากเกิดเหตุวุ่นวายขึ้นระหว่างเจ้าของเก่าและใหม่ มาช่วงระยะหนึ่ง
      
       นางดิษยาพัชร์ สุทธิสมิทธิ์ กรรมการผู้จัดการ โรงแรมหรรษา เจ.บี. เจ้าของใหม่ กล่าวว่า ที่ผ่านมาบริษัท หาดใหญ่หรรษาพลาซ่า จำกัด ได้ประมูลทรัพย์โรงแรมเจ.บี.อย่างถูกต้องตามกฎหมายภายใต้การควบคุมของธนาคารแห่งประเทศไทย จากธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ก่อนที่จะโอนกรรมสิทธิ์ทางธนาคารทหารไทย ได้ทำหนังสือบอเลิกสัญญาต่อผู้เช่าเดิมอย่างถูกต้องตามขั้นตอน ซึ่งบริษัท หาดใหญ่หรรษาพลาซ่า ได้รับการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง เครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ ที่ใช้ประกอบกิจการโรงแรมจากทางธนาคารทหารไทย เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2554 และเปิดบริการตามปกติ
      
       ต่อจากนั้น โรงแรมหรรษา เจ.บี.ก็เปิดให้บริการตากปกติตั้งแต่วันที่ 27 พฤษภาคม 2554 เรื่อยมา ครั้งแล้ววันที่ 15 มิถุนายน 2554 ศาลจังหวัดสงขลามีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวฉุกเฉินสัญญาเช่าที่ผู้เช่าเก่าทำกับธนาคารทหารไทย
      
       จนกระทั่งวันที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมา ผู้เช่าเก่ากลับเข้ามาครอบครองโรงแรมอีกครั้งโดยอ้างคำสั่งศาลคุ้มครองชั่วคราว จนกระทั่งในวันที่ 26 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ศาลจังหวัดสงขลา นัดฟังคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 9 ได้มีคำสั่งยกเลิกชั่วคราวของผู้เช่าเก่าแล้ว ดังนั้น บริษัทหาดใหญ่หรรษา พลาซ่า สามารถเข้ามาครอบครองโรงแรมหรรษา เจ.บี.ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และไม่สามารถอุทธรณ์หรือฎีกาได้อีก บริษัทหาดใหญ่หรรษา พลาซ่า จึงขอเปิดตัวอย่างเป็นทางการและยังมีความมุ่งมั่นที่จะปรับปรุงและพัฒนาโรงแรม และเรียกชื่อเสียงโรงแรมชั้นนำของจังหวัดสงขลากลับคืนมาโดยเร็ว
      
       ด้านทนายของบริษัทหาดใหญ่ หรรษา พลาซ่า จำกัด กล่าวยืนยันว่า โรงแรมหรรษา เจ.บี.เข้ามาครอบครองด้วยความถูกต้อง ทำตามกระบวนกฎหมายทุกขั้นตอน ส่วนจะฟ้องกลับหรือไม่นั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบความเสียหาย และยืนยันว่าจะดำเนินคดีตามกฎหมายทุกอย่าง เนื่องจากที่ผ่านมาโรงแรมได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก
ข้อมูลจาก...ผู้จัดการ ออนไลน์

สงขลา-สตูล ปิดเวทีสภาพัฒน์ต้านแผนพัฒนาภาคใต้ละเมิดสิทธิชุมชน

นักวิชาการรั้วจุฬาผ่านเวทีรับฟังความคิดเห็นการวางแผนพัฒนาพื้นที่ภาคใต้ของสภาพัฒน์เวทีสุดท้ายอย่างหวุดหวิด โดยชาวบ้านสงขลา-สตูล ที่ได้รับผลกระทบจากโครงพัฒนาที่แยกส่วนกันทำให้เกิดอุตสาหกรรม พร้อมลงสัตยาบันร่วมกันไม่ตอบรับแผนพัฒนาที่ทำลายวิถีชีวิตและสิทธิชุมชน
      
       วันที่ 27 ก.ค.54 เวลา 08.30 น.ณ โรงแรมเอเชี่ยนหาดใหญ่ จ.สงขลา สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นผลการศึกษาโครงการเพื่อสร้างกระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชนในการวางแผนพัฒนาพื้นที่ภาคใต้ ในพื้นที่ จ.สตูล สงขลา และบางส่วนของปัตตานีซึ่งเป็นเวทีสุดท้าย ก่อนที่จะสรุปรายงานผลการศึกษาให้แก่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ในเดือนกันยายนนี้
      
       ในช่วงแรก สถาบันวิจัยสังคม โดย ดร.อุ่นเรือน เล็กน้อย เป็นผู้นำเสนอสาระสำคัญที่ได้จากพื้นที่และตั้งเวทีย่อย 25 ครั้ง ในด้านต่างๆ ก่อนที่จะให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างเนืองแน่น ซึ่งมีชาวบ้านจาก จ.สตูล และสงขลา ที่ได้รับผลกระทบจากโครงการสะพานเศรษฐกิจเชื่อมโยงทะเลอันดามันและอ่าวไทย และการเกิดขึ้นของโรงแยกก๊าซ-โรงไฟฟ้าจะนะ และนำไปสู่การร้องเรียนให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเข้ามาตรวจสอบ แสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา ว่า การทำงานของสถาบันจุฬาที่ผ่านมาไม่ได้สอบถามชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาที่กำลังจะเกิดขึ้นโดยตรง อีกทั้งไม่ได้เชิญชาวบ้านกลุ่มนี้เข้าร่วมเวทีสัมมนา แต่ชาวบ้านที่ติดตามความเคลื่อนไหวของแผนพัฒนารับทราบและเดินทางมาร่วมงานกันเอง
      
       นอกจากนี้ การจัดเวทีครั้งนี้เกิดขึ้นด้วยความไม่ชอบธรรมที่ฝืนมติ ครม. ที่เห็นชอบให้สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ มีมติให้สภาพัฒน์ทบทวนร่างแผนแม่บทภาคใต้ โดยมีหลักการที่สำคัญภายใต้การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม แต่สภาพัฒน์กลับนำเงินภาษีว่าจ้างบริษัทเอกชน และนักวิชาการรั้วมหาวิทยาลัยลงพื้นที่ศึกษาแบบฉาบฉวยอีกครั้ง
      
       จากนั้น นายวิโชค รณรงค์ไพรี เครือข่ายประชาชนติดตามแผนพัฒนา จ.สตูล ได้ออกมาแถลงการณ์ให้สัตยาบรรณร่วมกันกับพี่น้องชาวสงขลาว่า จะต่อต้านการแผนพัฒนาที่ทำลายวิถีชีวิตและสิทธิชุมชน เนื่องจากขณะนี้ภาครัฐได้แยกส่วนดำเนินการแผนพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งภาคใต้ โดยไม่ให้ข้อมูลรอบด้านแก่ประชาชน ทั้งโครงการท่าเรือน้ำลึกอุตสาหกรรมปากบาราซึ่งผ่านการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมเรียบร้อยแล้ว รอเพียงการอนุมัติเพิกถอนพื้นที่อุทยานแห่งชาติและเข้า ครม.เท่านั้น, แลนด์บริดจ์สงขลา-สตูล, การปรับผังเมืองรองรับพื้นที่อุตสาหกรรมขนาดใหญ่, ท่าเรือน้ำลึกจะนะ, โรงไฟฟ้าจะนะเฟส 2 รองรับนิคมอุตสาหกรรม เป็นต้น
      
       อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านสงขลา-สตูล ไม่ได้ขัดขวางการจัดเวทีและการศึกษาในครั้งนี้ และยินดีที่จะร่วมมือกับทุกฝ่ายที่มีความโปร่งใส ชัดเจน ในการสอบถามความคิดเห็นต่างๆ เพื่อให้กระบวนการสร้างความเข้าใจ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา และภาคประชาชนจะเคารพในการทำงานของทุกฝ่ายที่ยึดถือหลักการสิทธิชุมชน
      
       ด้านนายชาญวิทย์ อมตะมาทุชาติ รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เปิดเผยผู้สื่อข่าวภายหลังว่า สศช.มิได้ฝืนมติ ครม. เพราะก่อนหน้านี้ ADB คือ ธนาคารพัฒนาเอเชีย ได้ดำเนินการศึกษาข้อมูลโดยที่ยังไม่ได้เกิดแผนพัฒนาเสียด้วยซ้ำ แต่สมัชชาสุขภาพแห่งชาติได้ออกมาคัดค้าน ซึ่งกลายเป็นมติที่ไม่ชอบ สภาพัฒน์จึงขับเคลื่อนการศึกษาอีกครั้งหนึ่ง แต่ผลจะออกมาอย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับเสียงของประชาชน
      
       ทั้งนี้ เบื้องต้นในแต่ละเวทีพบว่าเสียงของชาวบ้านมีทิศทางพัฒนาที่เน้นด้านเกษตรแปรรูป ท่องเที่ยว แต่ไม่เอาอุตสาหกรรมอย่างชัดเจน ซึ่งหลังจากนี้สภาพัฒน์จะนำข้อมูลที่ทั้งบริษัท คอนซัลแทนท์ ออฟ เทคโนโลยี จำกัด ได้เปิดเวทีรับ 7 แห่งในภาคใต้ และสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เปิดเวทีอีก 25 ครั้ง มาศึกษาอีกครั้งเพื่อกำหนดเป็นทิศทางการพัฒนาภาคใต้ต่อไป โดยที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับโครงการต่างๆ ที่ชาวบ้านนำมาอ้าง และเป็นข้อวิตกกังวล ล
      
       อย่างไรก็ตาม มีรายงานเพิ่มเติมว่าการดำเนินงานของสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนครั้งนี้ เป็นการว่าจ้างพร้อมกับการศึกษาความเหมาะสมในเชิงพื้นที่ของ บริษัท คอนซัลแทนท์ ออฟ เทคโนโลยี จำกัด ซึ่งถูกชาวบ้านที่ร่วมเวทีคัดค้านมาแล้วในหลายเวที เช่น พัทลุง, นครศรีธรรมราช เป็นต้น เพื่อไม่ให้แผนพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้เกิดขึ้นเพื่อรองรับนิคมอุตสาหกรรมเฟส 3 มาจากภาคตะวันออกนั่นเอง
ข้อมูลจาก...ผู้จัดการ ออนไลน์

ว่าที่บัณฑิตสื่อสาร มช.นับ 100 ยันไม่รับปริญญาหากยังมีลายเซ็น “รศ.ดร.กุลิสรา”

ตัวแทนว่าบัณฑิตคณะการสื่อสารมวลชน มช. รุ่นที่ 46 ยันเพื่อนร่วมรุ่นนับ 100 คนประกาศยืนกรานจะไม่ขอรับพระราชทานปริญญาบัตร ชี้เหตุเพราะรับไม่ได้กับท่าทีรศ.ดร.กุลิสรา กฤตวรกาญจน์ที่ยังไม่ใส่ใจต่อข้อเรียกร้องของคณาจารย์ บุคลากรและนักศึกษาหลายร้อยคนที่ออกมาเคลื่อนไหว ชี้เหตุเป็นเพราะรับไม่ได้ที่ลายเซ็นคณบีดีต้นเหตุแห่งปัญหาประทับอยู่บนใบปริญญา
      
       นายเกษมสันต์ บัวศรี ตัวแทนศิษย์เก่ารหัส 50 และว่าที่บัณฑิตรุ่นที่ 46 คณะการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ว่าบัณฑิตรุ่นที่ 46 ของคณะการสื่อสารมวลชน มช. จำนวนประมาณ 100 คน ยังไม่พอใจท่าทีของ รศ.ดร.กุลิสรา กฤตวรกาญจน์ คณบดีคณะการสื่อสารมวล เนื่องจากคณบดียังคงบ่ายเบี่ยงประเด็นที่นักศึกษาต้องการทราบ เช่น เรื่องการบริหารงานที่ทำให้มีบุคลากรในคณะฯ ลาออกจำนวนมาก และเรื่องผลการประเมินคุณภาพการศึกษาที่ไม่ผ่านเกณฑ์ นอกจากนี้ยังใส่ร้ายกระบวนการนักศึกษาว่ามีผู้ที่อยากเป็นคณบดีอยู่เบื้องหลัง และเป็นการเคลื่อนไหวที่ไม่บริสุทธิ์ ซึ่งเรื่องนี้ไม่เป็นความจริง และถือเป็นการใส่ร้ายที่ไม่เป็นธรรม
      
       “ว่าที่บัณฑิตรุ่นที่ 46 ของคณะการสื่อสารมวลชน เราขอยันยืนยันการตัดสินใจในจุดเดิมที่จะไม่ขอรับปริญญาที่มีชื่อของ รศ.ดร.กุลิสราร่วมลงนามในใบปริญญาบัตรด้วย จนกว่าจะรับผิดชอบด้วยการลาออกจากตำแหน่งก่อนนายเกษมสันต์กล่าวและเพิ่มเติมว่า
      
       ในส่วนที่คณบดีคณะการสื่อสารมวลชน มช.ออกมาระบุว่า ผลการประเมินคุณภาพการศึกษายังไม่ออกมาอย่างเป็นทางการนั้น เรื่องนี้มีตัวแทนศิษย์เก่าจำนวนมากได้เข้าร่วมฟังการประเมินคุณภาพจากคณะกรรมการประเมินคุณภาพเมื่อวันที่ 8 ก.ค.ที่ผ่านมานั้น คณะกรรมการฯ เองก็ได้ระบุชัดว่า ผู้บริหารคณะการสื่อสารมวลชนชุดนี้ไม่มีจุดแข็งด้านการบริหารงานเลย เพราะทำให้บุคลากรลาออกจำนวนมาก และตัวคณบดีเองก็ไม่มีบุคลิกของการประนีประนอมเพื่อให้คณะเดินหน้าต่อไปได้
      
       “เพราะฉะนั้นจุดยืนของเราก็คือ เคลื่อนไหวกับคณาจารย์และศิษย์ปัจจุบันต่อไป เพราะวันนี้การเคลื่อนไหวถือได้ว่ามีจำนวนคนกว่า 90% ของคณะฯ ล้วนเห็นสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันนายเกษมสันต์กล่าว
      
       นายเกษมสันต์กล่าวอีกว่า ในวันพรุ่งนี้ (27 ก.ค.) ซึ่ง รศ.ดร.กุลิสราจะเปิดเวทีชี้แจงกับนักศึกษาถึงข้อสงสัยในการบริหารงานทั้งหมด ซึ่งตนจะเข้าร่วมรับฟังและตั้งข้อซักถามด้วย และหลังจากนี้จะติดตามกระบวนการพิจารณาข้อร้องเรียนของคณบดีไปตลอด รวมถึงผลการประเมินคุณภาพของคณะการสื่อสารมวลชนอย่างใกล้ชิด เพราะหลังจากที่นักศึกษา คณาจารย์และศิษย์เก่าออกมาเคลื่อนไหว ก็มีกระแสข่าวออกมาทันทีว่ามหาวิทยาลัยจะประเมินผลให้คณะที่ไม่ถึงเกณฑ์ประเมินคุณภาพผ่านไปก่อน เพื่อลดแรงเสียดทานจากสังคมและสื่อมวลชน ทั้งนี้ตนยืนยันว่าจะไม่กดดันคณะกรรมการประเมินฯ เพียงแต่ต้องการให้กระบวนการทั้งหมดเป็นไปโดยบริสุทธิ์ยุติธรรมเท่านั้น
      
       ส่วนที่ ศ.ดร.พงษ์ศักดิ์ อังกสิทธิ์ อธิการบดี มช. ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนโดยปฏิเสธว่า ยังไม่ทราบเรื่องที่ศิษย์เก่าคณะการสื่อสารมวลชนไม่ขอรับปริญญาที่มีชื่อของ รศ.ดร.กุลิสราร่วมลงนามนั้น เกี่ยวกับเรื่องนี้นายเกษมสันต์ให้ความเห็นว่า ไม่ทราบว่าอธิการบดี มช.ได้ให้ความสนใจเอกสารที่มีอยู่ในมือบ้างหรือไม่ เพราะตัวแทนว่าที่บัณฑิตคณะการสื่อสารมวลชน รุ่นที่ 46 ได้ไปยื่นให้แล้วที่สำนักอธิการบดีตั้งแต่เมื่อวันที่ 22 ก.ค.ที่ผ่านมา
      
       “หากท่านยังไม่ทราบเรื่องนี้จริง แสดงให้เห็นว่าผู้บริหารมหาวิทยาลัยก็ไม่ได้สนใจข้อเรียกร้องของนักศึกษาเลย ซึ่งก็ไม่ต่างกับคณบดีคณะการสื่อสารมวลชนนั่นเองนายเกษมสันต์กล่าวตบท้าย
ข้อมูลจาก...ผู้จัดการ ออนไลน์

ตร.ภูธรภาค 9 จับเสื้อกีฬาปลอมมูลค่ากว่า 1 ล้านกลางใจเมืองหาดใหญ่

ตำรวจภูธรภาค 9 นำหมายศาลค้นร้านจำหน่ายเสื้อกีฬาปลอมเครื่องหมายการค้ากลางใจเมืองหาดใหญ่ หลังตัวแทนของบริษัทเจ้าของลิขสิทธิ์เสื้อกีฬายี่ห้อดังแจ้งความ ยึดได้ 994 ตัว ประเมินราคาตามกรมทรัพย์สินทางปัญญามูลค่ากว่า 1 ล้านบาท
      
       เมื่อเวลา 17.00 น.วันที่ 26 ก.ค.54  พ.ต.อ.ธรรมนูญ ประยืนยง ผกก.สืบสวน 3 กองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 9 พร้อมกำลังตำรวจชุดสืบสวนฯ นำหมายค้นของศาล จ.สงขลา เข้าตรวจค้นภายร้านไอเดียร์สปอร์ต ร้านไอคิวสปอร์ต และร้านทรัพย์ทวี ถนนเพชรเกษม ซึ่งเป็นย่านการค้าใจกลางเมืองหาดใหญ่ และตรวจยึดเสื้อกีฬาปลอมเครื่องหมายการค้ายี่ห้อดัง ทั้ง อดิดาส ไนกี้ และอัมโบร จำนวน 994 ตัว ซึ่งเป็นเสื้อกีฬาของทีมฟุตบอลดังในลีกค์ต่างประเทศเช่น อังกฤษ สเปน และฝรั่งเศส ที่เป็นที่ชื่นชอบของแฟนบอลชาวไทย
      
       ทั้งนี้ เนื่องจากตัวแทนของบริษัทเจ้าของลิขสิทธิ์ได้เข้าแจ้งความให้เจ้าหน้าที่เข้าจับกุมหลังจากที่ได้รับความเสียหายทางเศรษฐกิจจากการที่มีร้านค้าลักลอบนำเสื้อปลอมเครื่องหมายการค้ามาวางจำหน่าย จากการประเมินราคาตามที่กรมทรัพย์สินทางปัญญากำหนดมีมูลค่ารวมกว่า 1 ล้านบาท
      
       เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวเจ้าของร้านทั้งสามร้านส่งพนักงานสอบสวน สภ.หาดใหญ่ ดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า
ข้อมูลจาก...ผู้จัดการ ออนไลน์

ฆ่าเปลือยอดีตครูอนุบาลหมกรีสอร์ตกลางเมืองหาดใหญ่ คาดฝีมือแฟนเก่า

ฆ่าเปลือยปาดคออดีตครูสาวโรงเรียนอนุบาลหมกรีสอร์ตกลางเมืองหาดใหญ่ คาด เป็นฝีมือแฟนเก่าที่มีเรื่องหึงหวง ตำรวจเร่งล่าตัว
      
       เมื่อเวลา 13.30 น.วันที่ 26 ก.ค.54 ร.ต.ท.เร๊าะมัน หะนิแร ร้อยเวร สภ.หาดใหญ่ จ.สงขลา รับแจ้งว่า เกิดเหตุฆ่ากันตายภายในห้องพัก 511 ของเรือนหมื่นรีสอร์ท ตั้งอยู่ภายในซอย 30 ถนนราษฎร์ยินดี เขตเทศบาลนครหาดใหญ่ จึงรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมด้วย พ.ต.อ.จีรวัฒน์ พยุงธรรม ผกก., พ.ต.ท.เอกณรงค์ สวัสดิกานนท์ รองผกก.สส., พ.ต.ท.เอกรัฐ สวนแสน สว.สส.เจ้าหน้าที่วิทยาการ จ.สงขลา แพทย์โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ และหน่วยกู้ภัยมูลนิธิมิตรภาพสามัคคีท่งเซียเซี่ยงตึ้งหาดใหญ่
      
       ภายในห้องพักเกิดเหตุ พบศพ นางสาวสุนิชา อินทร์ช่วย อายุ 27 ปี อยู่บ้านเลขที่ 118 ซอย 19 ถนนโชคสมาน 5 อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา อดีตครูอนุบาลของโรงเรียนแห่งหนึ่งใน อ.หาดใหญ่ ปัจจุบันได้ลาออกและมาเปิดสอนศิลปะให้กับเด็กๆ ที่บ้านพัก นอนเสียชีวิตอยู่ภายในห้องน้ำสภาพร่างกายเปลือยเปล่ามีเพียงผ้าขนหนูคลุมเฉพาะร่างกายท่อนบน
      
       จากการชันสูตรพลิกศพ พบว่า ที่ลำคอถูกเชือดด้วยมีด และตามลำตัวถูกแทงอีกหลายแผล เลือดไหลท่วมร่าง ในห้องเกิดเหตุพบกระเป๋าสัมภาระ กระเป๋าเครื่องสำอาง และเสื้อผ้า รองเท้า รวมทั้งโทรศัพท์มือถือของผู้ตายวางอยู่บนเตียงนอน นอกจากนี้ ยังพบรถเก๋ง BMW สีดำ ซีรีส์ 3 รุ่น 318i ทะเบียน ษศ 4144 กรุงเทพฯ ที่ผู้ตายขับมาจอดอยู่ริมถนนหน้ารีสอร์ต เจ้าหน้าที่ได้เก็บไว้เป็นหลักฐาน ขณะที่ไม่พบหลักฐานใดๆ ของคนร้ายรวมทั้งมีดที่ใช้ก่อเหตุมีเพียงรอยเท้าที่ย้ำออกจากห้องน้ำเท่านั้น
      
       สอบสวนแม่บ้าน เผยว่า เมื่อช่วงเย็นของวันที่ 25 ก.ค.ที่ผ่านมา ผู้ตายมาเปิดห้องพักกับชายวัยรุ่นคนหนึ่ง และในช่วงกลางคืนได้ออกไปข้างนอกด้วยกันก่อนที่จะกลับเข้ามาอีกครั้งในช่วงดึก กระทั่งมาพบกลายเป็นศพอยู่ในห้องน้ำเมื่อช่วงเที่ยงของวันนี้ ระหว่างที่แม่บ้านไปเรียกเพื่อให้เช็กเอาต์ แต่ประตูห้องถูกล็อก และเรียกไม่มีเสียงตอบ ส่วนชายหนุ่มได้หายไป
      
       อย่างไรก็ตาม จากการสอบสวนญาติของผู้ตาย ตำรวจพอทราบเบาะแสของคนร้ายที่น่าจะเป็นคนลงมือฆ่าแล้ว โดยคาดว่า เป็นฝีมือของอดีตแฟนเก่าวัย 23 ปี ที่ระยะหลังมักมีเรื่องทะเลาะจากปัญหาความหึงหวงของฝ่ายชายมาตลอด ถึงขั้นลงไม้ลงมือกันหลายครั้ง และผู้ตายได้เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.หาดใหญ่ ถึง 4 ครั้ง ซึ่งตำรวจได้ลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน
      
       โดยล่าสุด เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา อดีตแฟนเก่าได้บุกเข้าไปถึงบ้านพัก และมีการทะเลาะกันขึ้นจนผู้ตายทนไม่ไหวใช้มีดกรีดมือแฟนหนุ่มเป็นแผลฉกรรจ์ และแฟนหนุ่มพยายามที่จะตามตื้อตลอดแม้แต่ตามไปที่โรงเรียนที่ผู้ตายสอนอยู่ทำให้ผู้ตายต้องลาออกจากโรงเรียน ซึ่งญาติได้เคยเตือนผู้ตายมาตลอดว่าให้ระวังตัวเพราะแฟนหนุ่มค่อนข้างมีอารมณ์รุนแรงกลัวว่าจะเกิดเหตุร้ายขึ้น
      
       ซึ่งในวันเกิดเหตุคาดว่าทั้งสองคนได้นัดกันมาเจรจาปัญหาเรื่องความรักกันที่ห้องพักเกิดเหตุเป็นครั้งสุดท้าย แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ แฟนเก่าจึงบันดาลโทสะใช้มีดปาดคอและแทงจนเสียชีวิตด้วยอารมณ์ของความหึงหวง ขณะที่รถเก๋ง BMW ที่ผู้ตายขับมาทราบว่าเป็นรถของเพื่อนชายคนใหม่ของผู้ตายที่ให้มาใช้ หลังเกิดเหตุตำรวจกำลังเร่งติดตามตัวแฟนเก่ามาทำการสอบสวนแต่ยังไม่พบตัว
ข้อมูลจาก...ผู้จัดการ ออนไลน์

ตร.รถไฟหาดใหญ่ตรวจยึดยาบ้าเกือบ 6 หมื่นเม็ด คาดเป็นของ 2 นักค้ายาที่ถูกจับที่หัวหิน

ตำรวจรถไฟหาดใหญ่ตรวจยึดยาบ้าล็อตใหญ่ จำนวน 59,767 เม็ด มูลค่ากว่า 18 ล้านบาท ขณะซุกซ่อนมากับรถด่วนกรุงเทพ-สุไหงโก-ลก คาดเป็นของสองนักค้ายาเสพติดที่ถูกตำรวจรถไฟหัวหินจับกุมได้เมื่อวันที่ 24 ก.ค.ที่ผ่านมา
      
       เมื่อเวลา 00.10 น.วันที่ 26 ก.ค.54  พ.ต.ท.ณวัฒน์ ศุกลรัตน์ สว.ส.รฟ.หาดใหญ่ กก.3 บก.รฟ และ ร.ต.ท.พนมน้อย ทิพย์ลาย รอง สว.ส.รฟ.หาดใหญ่ ร.ต.ต.ไชยณรงค์ บรรจงสุทธิ์ รอง สว.ส.รฟ.หาดใหญ่ และกำลังตำรวจรถไฟหาดใหญ่ ได้ทำการตรวจยึดยาบ้าล็อตใหญ่จำนวน 59,767 เม็ด มูลค่ากว่า 18 ล้านบาท ซึ่งซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋าสะพายสองใบ วางไว้บนชั้นเก็บสัมภาระตู้โบกี้ที่ 11 ของขบวนรถไฟ รถด่วนที่ 37 กรุงเทพฯ-สุไหงโก-ลก หรือรถด่วนทักษิณ โดยเจ้าหน้าที่ค้นพบขณะเข้าเทียบชานชาลาสถานีรถไฟหาดใหญ่ พร้อมเครื่องคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คอีก 1 เครื่อง และเสื้อผ้า
      
       โดยยาบ้าทั้งหมดเป็นของนายอภิรนันต์ อัครสืบสกุล และนายนุรดิน บาโด สองนักค้ายาบ้าที่ถูกตำรวจรถไฟหัวหินจับกุมได้เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา พร้อมยึดยาบ้า 41,954 เม็ด ขณะที่ลักลอบขนยาบ้ามากับขบวนรถไฟดังกล่าว และจากการสอบสวนขยายผลทั้งสองคนให้การว่ายังมียาบ้าอีกบางส่วนที่ซุกซ่อนไว้ในกระเป๋าอีกสองใบ และแยกวางไว้อีกที่หนึ่งซึ่งเจ้าหน้าที่ยังไม่พบ
      
       จนกระทั่งขบวนรถไฟดังกล่าวเดินทางมาถึงสถานีรถไฟหาดใหญ่ ตำรวจรถไฟหาดใหญ่จึงได้ทำการตรวจค้นอย่างละเอียด และพบกระเป๋าต้องสงสัยซึ่งไม่มีใครรับเป็นเจ้าของวางไว้ในตู้โบกี้ที่ 11 เมื่อตรวจสอบภายในพบยาบ้าทั้งหมดซุกซ่อนอยู่ โดยยาบ้าทั้งหมดคาดว่าจะนำไปส่งปลายทางที่ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส
      
       โดย พ.ต.ท.ณวัฒน์ ศุกลรัตน์ สารวัตรสถานีตำรวจรถไฟหาดใหญ่ เผยว่า การจับกุมยาบ้าครั้งนี้ ถือเป็นล็อตใหญ่ที่ลักลอบลำเลียงทางรถไฟ ซึ่งของกลางที่ยึดได้รวมกันถึง 101,721 เม็ด ซึ่งขบวนการค้ายาบ้าเริ่มหันมาใช้รถไฟในการลำเลียงหลังจากที่การลำเลียงด้วยรถยนต์มากขึ้น
ข้อมูลจาก...ผู้จัดการ ออนไลน์

วันศุกร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

คกก.สิทธิฯ เตรียมบี้ ศอ.บต.เบรกแจก ส.ป.ก.บีบชาวบ้านปล่อยที่สร้างด่านสะเดา

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เรียกหน่วยงานราชการชี้แจงกรณีชาวบ้าน ต.สำนักขาม อ.สะเดา จ.สงขลา ร้องเรียนโครงการก่อสร้างด่านศุลกากรแห่งใหม่ทับที่ทำกินของชาวบ้านกว่า 700 ไร่ ก่อนเตรียมทำหนังสือให้ ศอ.บต.ชี้แจงกรณีขอความร่วมมือให้จังหวัดชะลอแจก ส.ป.ก.4-01 เพื่อบีบให้ชาวบ้านยินยอมสละสิทธิ์ที่ดินให้ศุลกากร และเจรจารับเงินชดเชยได้ง่ายขึ้น พร้อมขอให้ศุลกากรพิจารณาพื้นที่เหมาะสมอื่น ที่ลดผลกระทบต่อการละเมิดสิทธิชุมชน
      
       
วันที่ 14 ก.ค.54 เมื่อเวลา 11.00 น. ที่ห้องประชุมสำนักงานปฏิรูปที่ดิน จ.สงขลา คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นำโดย นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ เปิดประชุมรับฟังการชี้แจงระหว่างหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องกับชาวบ้าน ม.7 ต.สำนักขาม อ.สะเดา จ.สงขลา ที่จะได้รับผลกระทบจากโครงการก่อสร้างด่านชายแดนสะเดาแห่งใหม่ ไทย-จังโหลน ตามมติ ครม. ซึ่งทับพื้นที่ทำกินของราษฎรจำนวน 38 ครอบครัว จำนวน 720 ไร่ อีกทั้งจังหวัดสงขลาชะลอการมอบเอกสารสิทธิหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.4-01) ให้กับชาวบ้าน โดยได้มีการส่งหนังสือร้องเรียกคณะกรรมการสิทธิฯ เมื่อวันที่ 17 ส.ค. 2552
      
       
ก่อนหน้านี้จังหวัดสงขลาได้แต่งตั้งกรรมการจังหวัดจำนวน 4 ชุด เพื่อติดตามความคืบหน้าและแก้ไขปัญหา และมีนายอำเภอสะเดาเจรจาค่าชดเชย โดยมีสำนักอัยการจังหวัดนาทวีเข้ามาไกล่เกลี่ยอีกทางหนึ่ง แต่ไม่ประสบผลสำเร็จเนื่องจากชาวบ้านไม่ยอมรับในอัตราการจ่ายค่าอาสิน และไม่ไว้วางใจในกระบวนการของรัฐจนเกิดการต่อต้าน เช่น การไม่ยอมเซ็นชื่อ ไม่เจรจากับรัฐเป็นรายบุคคล ทำให้กระบวนการไกล่เกลี่ยยิ่งเพิ่มปัญหาด้านลบต่อทัศนคติระหว่างทั้ง 2 ฝ่าย
      
       
นายอาทิตย์ วิสุทธิสมาธาร ผู้ช่วยนายด่านศุลกากรสะเดา กล่าวว่า ภายหลังจากที่สำนักงานปฎิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรอนุญาตในหลักการที่จะขยายด่านศุลกากรแห่งใหม่ โดยใช้พื้นที่จำนวน 720 ไร่ ซึ่งปัจจุบันชาวบ้านใช้ประโยชน์ทั้งเป็นที่อยู่อาศัย ประกอบอาชีพ แต่มีเงื่อนไขว่าจะต้องให้ชาวบ้านเห็นชอบและสละสิทธิที่ดิน ส.ป.ก. โดยให้กรมศุลการจ่ายค่าชดเชยผลอาสินและเงินเยียวยา แต่ชาวบ้านไม่ยอมรับในการชดเชยค่าต้นไม้ที่มีการปลูกในสวนว่ามีอัตราที่ต่ำเกินไป
      
       
ทั้งนี้ การประชุมที่ผ่านมา หลายฝ่ายได้เสนอให้ย้ายด่านศุลกากรแห่งใหม่ไปที่บ้านปาดังเบซาร์ซึ่งมีเนื้อที่ 4,500 ไร่ โดยจุดศูนย์กลางที่บ้านทับโกบ ห่างจากบ้านไทย-จังโหลนอีก 10 ก.ม.เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อชาวบ้าน แต่ความเห็นของศุลกากรพบว่าเป็นการพัฒนาที่ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว และเชื่อมต่อกับประเทศมาเลเซียได้ยาก เนื่องจากฝั่งตรงข้ามเป็นรัฐเคดาห์ที่มาเลเซียไม่มีนโยบายขยายด่านที่นั่น แต่ได้พัฒนาด่านในรัฐเปอร์ลิสไว้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งตรงกับฝั่งไทยในพื้นที่ของชาวบ้านที่กำลังมีปัญหานั่นเอง
      
       
นางชุลีกร ดิษโสภา ชาวบ้านและตัวแทนเจ้าของที่ดิน กล่าวชี้แจงต่อที่ประชุมว่า ชาวบ้านทั้ง 38 ครอบครัวได้ทำมาหากินบนพื้นที่ดังกล่าวมาตั้งแต่รุ่นพ่อแม่ และไม่ต้องการให้รัฐนำไปประโยชน์ในการขยายด่านศุลกากรแห่งใหม่ เพราะจะทำให้ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อน ความสุขและอุดมสมบูรณ์จากการประกอบอาชีพเลี้ยงตัวเองและครอบครัว อยู่ร่วมกันในสังคมอย่างปกติสุขล่มสลาย แต่ที่ผ่านมาหน่วยงานรัฐได้เข้ามาเจรจาเรื่องการชดเชยผลอาสิน ซึ่งชาวบ้านไม่สามารถยอมรับได้เพราะต้องการสืบทอดที่ทำกินไว้ให้กับรุ่นลูกหลานต่อไป
      
       
ต่อมาคณะกรรมการสิทธิฯ ได้ซักถามถึงประเด็นที่มีการชะลอแจกเอกสาร ส.ป.ก.4-01 ให้กับชาวบ้านในระหว่างที่เจรจาให้ชาวบ้านสละสิทธิให้ศุลการนำไปสร้างด่าน โดยอ้างว่าจะเป็นปัญหายุ่งยากในการจ่ายค่าชดเชยนั้น นายพิศาล ทองเลิศ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ชี้แจงว่า ทางจังหวัดมีนโยบายที่จะชะลอการให้ ส.ป.ก. โดยเป็นการขอความร่วมมือของ ศอ.บต. และ อบจ.สงขลาก็มีมติสอดคล้องกัน เพราะเกรงว่าเจรจาจ่ายค่าชดเชยจะยากขึ้น และป้องกันความผิดกฎหมายอาญาตามมาตรา 157
      
       
ในประเด็นนี้ กรรมการสิทธิฯ มีความเห็นว่า การสร้างด่านศุลกากรแห่งใหม่จะสำเร็จหรือไม่ อยู่ระหว่างการตกลงระหว่างรัฐและชาวบ้านซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินว่าจะยินยอมให้ใช้ที่ดินหรือไม่ แต่รัฐไม่ควรใช้การให้ ส.ป.ก.เป็นข้อต่อรอง และเหตุผลที่ระบุในหนังสือราชการนั้นส่อในทางมีอคติ ต้องการบีบบังคับให้ชาวบ้านยินยอม จึงควรปล่อยให้การมอบเอกสารสิทธิ์ สปก.เดินหน้าตามกระบวนการ เพราะเป็นสิทธิของชาวบ้านที่ควรจะได้รับ และจะเป็นทางออกหนึ่งให้ชาวบ้านรู้สึกเป็นมิตรกับรัฐมากขึ้น
      
       
ทั้งนี้ นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมการสิทธิมนุษยชน กล่าวสรุปก่อนปิดการประชุมชี้แจงว่า คณะกรรมการสิทธิฯ ให้ความสำคัญกับเรื่องสิทธิของชุมชน และรัฐก็ควรตระหนักเพราะกฎหมายรัฐธรรมนูญรองรับ ซึ่งหากชาวบ้านถูกละเมิดสิทธิ์แล้ว ก็สามารถที่จะฟ้องรัฐได้เหมือนกัน
      
       
ในกรณีนี้ ชาวบ้านก็ควรจะได้รับมอบ ส.ป.ก.ตามสิทธิ โดยไม่เกี่ยวข้องว่าจะมีการสร้างด่านแห่งใหม่หรือไม่ อีกทั้งเสียงของชาวบ้านที่ปฎิเสธไม่ยอมให้ศุลการใช้พื้นที่ก็ทำได้เช่นกัน เพราะชาวบ้านย่อมมีสิทธิในการตัดสินชะตาชีวิตของตัวเอง ดังนั้น ศุลกากรต้องหันมาทบทวนตั้งแต่ต้นแล้วว่า การสร้างด่านที่นั่นมีปัญหา จะหาพื้นที่อื่นได้หรือไม่ที่ไม่กระทบและละเมิดสิทธิชุมชน วิถีชีวิตของชาวล้าน และนับจากนี้ คณะกรรมการสิทธิฯ ได้ติดตามการทำงานของ ศอ.บต. (ซึ่งไม่ได้เข้าร่วมประชุมในวันนี้) ที่ต้องการใช้ชะลอการมอบ ส.ป.ก.กับชาวบ้าน ทั้งที่ควรจะเป็นหน่วยงานส่งเสริมด้านเศรษฐกิจ สังคม และลดความขัดแย้งให้กับพื้นที่ โดยจะทำหนังสือให้ชี้แจงกรรมการสิทธิฯ ในเร็ววันนี้
ข้อมูลจาก...ผู้จัดการ ออนไลน์