วันจันทร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ลูกนายตำรวจตั้งแก๊งเรียกค่าไถ่ อ้างเป็น จนท.ป.ป.ส.หลอกเหยื่อร่วม 20 ราย


ตำรวจ สภ.หาดใหญ่ จับกุมแก๊งโจรเรียกค่าไถ่ ปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่ ป.ป.ส.อุ้มเหยื่อที่มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติดไปเรียกค่าไถ่เงินรายละ 1 แสนบาท ทำมาแล้ว 20 ราย หัวโจกเป็นลูกนายตำรวจ และมีคดีร่วมกันปล้นทรัพย์ติดตัว
      
       วันที่ 23 มิ.ย.55 เมื่อเวลา 11.00 น. พ.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล ผกก.สภ.หาดใหญ่ จ.สงขลา พร้อมด้วย พ.ต.ท.รัชอานนท์ ภูริภากรณ์ สวป. และตำรวจฝ่ายป้องกันและปราบปราม สภ.หาดใหญ่ ร่วมกันแถลงข่าวจับกุมแก๊งโจรเรียกค่าไถ่ซึ่งปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่ ป.ป.ส.ได้จำนวน 3 คน ประกอบด้วย นายวัชรินทร์ หรือบอย กุลธาโร อายุ 29 ปี อยู่บ้านเลขที่ 826 ถ.ราษฎร์อุทิศ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา หัวหน้าทีม และเป็นลูกชายนายตำรวจใน จ.ปทุมธานี นอกจากนี้ ยังมีหมายจับข้อหาร่วมกันปล้นทรัพย์ติดตัว 1 คดี เมื่อเดือนกันยายน 2554, นายดนัย หรือหนึ่ง ประกิจ อายุ 29 ปี อยู่บ้านเลขที่ 164/33 ม.2 ต.คอหงส์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา และนายศุภฤกษ์ หรือเบล แก้วประดับ อายุ 24 ปี อยู่บ้านเลขที่ 223 ถ.สาครมงคล อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา
      
       โดยทั้งสามคนถูกจับกุมได้หลังจากที่ก่อเหตุอุ้ม นายทะนุ เมืองละออง อายุ 40 ปี ไปเรียกค่าไถ่จำนวน 1 แสนบาท และกักขังไว้ที่สุขสันต์รีสอร์ท ถนนราษฎร์อุทิศ เขตเทศบาลนครหาดใหญ่ และตำรวจได้ซ้อนแผนเข้าจับกุมได้หลังร่วมกับญาติต่อรองเงินค่าไถ่เหลือ 30,000 บาท และนำไปมอบให้แก่คนร้าย
      
       พร้อมยึดของกลางรวม 34 รายการ เช่นอาวุธปืน.45 ซึ่งเป็นปืนเถื่อน พร้อมกระสุน 9 นัด, กุญแจมือ, เงินสด 29,900 บาท, สร้อยคอทองคำ 2 เส้นน้ำหนัก 4 บาท, วิทยุสื่อสาร, โทรศัพท์มือถือ, เสื้อเกราะ, บัตรสัญลักษณ์ตำรวจแบบแขวนคอ 2 อัน, บัตรเอทีเอ็ม, ไฟฉาย, กระบอง, คีมตัดเหล็ก, มีดพับ, กล้องถ่ายรูป, ชุดทดสอบสารเสพติดแอมเฟตามีนในปัสสาวะ 3 ชุด, หลอดแก้วสำหรับเสพยาไอซ์, สำเนาบัตรประจำตัวข้าราชการของตำรวจยศ พ.ต.ต.คนหนึ่ง, สำเนาใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนสองใบ, รถเก๋งฮอนด้า ซีวิค สีบรอนซ์ ทะเบียน ฉน 1421 กรุงเทพฯ และรถจักรยานยนต์ 2 คัน
      
       สำหรับพฤติกรรมของแก๊งเรียกค่าไถ่แก๊งนี้ จะปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. ตระเวนขับรถหาเหยื่อที่มีพฤติกรรมต้องสงสัยว่ามีสารเสพติดอยู่ในร่างกาย หรือมีประวัติเคยเกี่ยวข้องกับยาเสพติด และควบคุมตัวใส่กุญแจมือไปขังไว้ตามรีสอร์ตต่างๆ ในเมืองหาดใหญ่ เพื่อกรรโชกทรัพย์ และเรียกค่าไถ่รายละ 1 แสนบาท โดยทำมาแล้ว 20 ราย และประสบความสำเร็จทุกครั้ง เนื่องจากผู้ที่ถูกอุ้มส่วนใหญ่มักจะหลงเชื่อ และเกี่ยวข้องกับยาเสพติด โดยกลัวว่าจะถูกฆ่า
      
       โดยรายล่าสุด เมื่อวานนี้ (22 มิ.ย.) ได้อุ้ม นายทะนุ เมืองละออง ไปเรียกค่าไถ่ 1 แสนบาท โดยอ้างว่าเกี่ยวข้องกับยาเสพติด และให้โอนเงินผ่านบัญชีธนาคาร แต่นายทะนุได้พยายามต่อรองเหลือ 30,000 บาท และเปลี่ยนเป็นเงินสด โดยให้ญาตินำมามอบให้พร้อมกับประสานไปยังตำรวจซ้อนแผนจนสามารถจับกุมได้ทั้ง 3 คน ขณะนัดส่งมอบเงินเพื่อแลกตัวประกันภายในซอยร้างตรงข้ามสวนอาหารฟ้าสาง รีสอร์ท ถนนราษฎร์อุทิศ เขตเทศบาลนครหาดใหญ่
      
       เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวทั้งสามคนดำเนินคดีใน 7 ข้อหาหนัก ทั้งที่เกี่ยวกับข่มขืนใจผู้อื่น ร่วมกันกักขังหน่วงเหนี่ยว, ร่วมกันเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่, ร่วมกันแสดงตนและกระทำการเป็นเจ้าหน้า, ร่วมกันมียุทธภัณฑ์เสื้อเกราะกันกระสุนไว้ในครอบครอง และควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี รวมทั้งตำรวจได้ขอความร่วมมือประชาชนที่เคยถูกแก๊งนี้อุ้มไปเรียกค่าไถ่ให้ ไปดูตัวได้ที่ สภ.หาดใหญ่ ด้วย
ข้อมูลจาก...ผู้จัดการออนไลน์

ชาวบ้านวอล์กเอาต์เวทีแก้ปัญหาผลกระทบโรงไฟฟ้าจะนะ ฮึ่มปลุกม็อบซ้ำ


โรงไฟฟ้าจะนะเปิดบ้านประชุม ไตรภาคีติดตามการดำเนินงาน และพัฒนาสิ่งแวดล้อมชุมชนรอบโรงไฟฟ้าวุ่น ผลการคุณภาพน้ำ เสียง อากาศอยู่ในเกณฑ์ แต่พบด้านนิเวศมีปัญหา แพลงก์ตอน และสัตว์น้ำลดฮวบ 35% กระทบชาวประมงนาทับ จุดประเด็นไม่พอใจข้อเสนอไม่คืบจากการขอให้ตั้งนักวิชาการ มอ.หาดใหญ่ เป็นคนกลางสืบหาสาเหตุ ก่อนพากันเดินออกจากการประชุมกลางคัน บ่นอุบพร้อมจะปลุกม็อบใหม่ ด้าน ผอ.โรงไฟฟ้าฯ แจงไม่มีอำนาจเร่งรัดส่วนนี้ แต่ยินดีสนับสนุนค่าใช้จ่ายทั้งหมด และไม่กลัวการตรวจสอบ
           วันที่ 22 มิ.ย.55 เมื่อเวลา 09.30 น. ณ โรงไฟฟ้าจะนะ อ.จะนะ จ.สงขลา คณะกรรมการร่วมติดตามตรวจสอบการดำเนินงานและพัฒนาสิ่งแวดล้อมชุมชนโรงไฟฟ้า จะนะ ได้ประชุมไตรภาคีครั้งที่ 1/2555 ซึ่งจะจัดขึ้นทุก 6 เดือน ประกอบด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา พร้อมด้วยตัวแทนหน่วยงานภาครัฐ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และตัวแทนชาวบ้าน โดยมีนายวิเชียร สุคนธาภิรมย์ ณ พัทลุง ผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นประธาน ขณะที่นายกฤษฎา บุญราช ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ไม่ได้เดินทางมาร่วมประชุมด้วย เนื่องจากกิจธุระเร่งด่วน
            โดยบรรยากาศการประชุมนั้น ช่วงแรกเป็นไปด้วยความราบรื่น ซึ่งในส่วนของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้ชี้แจงผลการติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อม ซึ่งโรงไฟฟ้าจะนะได้สรุปรายงานทุกๆ 6 เดือน เพื่อเสนอต่อสำนักงานนโยบายและแผนพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ล่าสุดนั้น ผลประจำปี 2554 ปรากฏว่า ภาพรวมชาวบ้านมีความพึงพอใจมีระดับปานกลางถึงมากที่สุดต่อการดำเนินงานร้อย ละ 55.9 ส่วนอีกร้อยละ 4.6 มีความพอใจน้อย และอีกร้อยละ 19.5 เห็นว่าควรปรับปรุง โดยในส่วนของคุณภาพอากาศ ระดับเสียง คุณภาพน้ำ มีค่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด
           ส่วนด้านนิเวศวิทยานั้น พบว่า ในส่วนของคุณภาพน้ำผิวดินซึ่งมีการตรวจวัดคุณภาพน้ำในคลองโพมา คลองบางเป็ด และคลองนาทับ แม้จะยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ยกเว้นปริมาณความสกปรกในรูปบีโอดีในคลองนาทับ บริเวณท้ายน้ำห่างจากจุดปล่อยน้ำทิ้งประมาณ 3 กิโลเมตร ซึ่งมีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำนั้นมีความเสื่อมโทรม
           สอดคล้องกับการติดตาม และตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อมของ ดร.ศราวุธ เจ๊ะโซ๊ะ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มอ.ปัตตานี ที่ชี้แจงว่า แม้คุณภาพน้ำของปี 2554 ยังอยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด ทว่ากลับมีแพลงก์ตอน สัตว์น้ำตัวอ่อนลดลงเป็นอย่างมาก 30-35% ซึ่งส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อวิถีชีวิตของชาวประมง 7 ตำบลใน อ.จะนะ ที่จับปลาได้น้อยลงและขาดรายได้ และส่วนหนึ่งนั้นมาจากการสูบน้ำเข้าโรงไฟฟ้าจะนะที่ทำให้ติดสัตว์น้ำตัวอ่อน ไปด้วย และแก้ไขปัญหาโดยให้โรงไฟฟ้าติดตะแกรงกรองลูกปลาก่อนสูบน้ำเข้าระบบ และทำการปล่อยพันธุ์ปลาปีละไม่ต่ำกว่า 5 ล้านตัวต่อปี พร้อมให้ร่วมกันหาสาเหตุที่แท้จริงว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร
           ในประเด็นนี้ นายโชติบริพัฒน์ ไชยแก้ว ตัวแทนภาคประชาชน ได้ลุกขึ้นชี้แจงต่อที่ประชุมว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้นน่าจะมาจากโรงไฟฟ้าจะนะ เนื่องจากในปี 2547 มีระบุในรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม หรือ EIA ว่าชาวนาทับมีรายได้ประมาณ 500-800 บาท/วัน แต่หลังจากที่มีการสูบน้ำผลิตไฟฟ้าตามระบบ ซึ่งใช้ประมาณ 40 ล้านลิตรต่อวัน ปัจจุบัน รายได้ลดลงไปมากจากปัญหาทำประมงไม่ได้ผล แสดงถึงการป้องกันที่ยังไม่ดีพอของโรงไฟฟ้าจะนะ นับเป็นความเดือดร้อนที่สั่งสมมาโดยตลอด มิต้องถามถึงผลกระทบหากโรงไฟฟ้าจะนะเฟส 2 เกิดขึ้น เพราะต้องใช้น้ำถึงกว่าเท่าตัว ชาวประมงก็จะได้รับผลกระทบหนักขึ้นกว่านี้อย่างแน่นอน
      
       โดยการประชุมครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 30 พ.ย.2554 ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาได้ลงนามข้อตกลงตามที่ชาวบ้านเรียกร้องว่า โดยหนึ่งในนั้น ขอให้นักวิชาการที่เป็นกลาง และเชื่อถือได้ศึกษาถึงสาเหตุที่สัตว์น้ำในคลองลดลง โดยเสนอชื่อ ดร.จารุณี เชี่ยววารีสัจจะ อาจารย์ภาควิชาวาริชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) วิทยาหาดใหญ่ แต่ผ่านมา 6 เดือนแล้วยังไม่มีความคืบหน้า ซึ่งแสดงถึงความไม่จริงใจในการร่วมแก้ไขปัญหา แม้ไฟฟ้าจะเป็นสิ่งจำเป็นต่อส่วนรวม อุตสาหกรรมผลิตสินค้าได้ต้องอาศัยไฟฟ้า แต่ชาวบ้านก็ต้องการให้มีการป้องกันที่ดีกว่านี้ และเคยพูดท้วงติงมาตั้งแต่ก่อนจะตั้งโรงไฟฟ้า แต่ก็ยังมีปัญหาอีกจนได้ ทำให้ชาวบ้านก็ยังได้รับความเดือดร้อนไม่ผิดจากที่เกิดความกังวล ในขณะที่ กฟผ.ก็ยังเดินหน้าผลิตไฟฟ้าได้ทุกวัน
           ซึ่งในขณะนั้น บรรยากาศการประชุมเริ่มตึงเครียดยิ่งขึ้น เมื่อนายวิเชียร ประธานที่ประชุมได้พยายามสรุปประเด็นเพื่อให้ที่ประชุมมีเวลาพิจารณาวาระ อื่นๆ ขณะที่นายโชติบริพัฒน์พยายามเรียกร้องขอให้เป็นตัวแทนชาวบ้านชี้แจงผลกระทบ ต่อ เพราะที่ผ่านมา ชาวบ้านเดือดร้อนมาโดยตลอด เมื่อสื่อสารกันไม่เข้าใจ ไม่รับฟังปัญหาและแก้ไขจนต้องกดดันด้วยการปิดโรงไฟฟ้าจะนะมาแล้วร่วม 5 ครั้ง เพื่อเรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหาด้วยความจริงใจ และหากการประชุมยังเป็นเช่นนี้อีก ชาวบ้านก็จะทำการชุมนุมในไม่ช้านี้อย่างแน่นอน โดยนายโชติบริพัฒน์ และชาวบ้านได้เดินออกจากห้องประชุมโดยทันที และให้ที่ประชุมดำเนินการต่อตามระเบียบวาระ และเวลาที่กำหนดไว้
           อย่างไรก็ตาม นายวิวัฒน์ สิริเกียรติกุล ผู้อำนวยการโรงไฟฟ้าจะนะ เปิดเผยภายหลังว่า ข้อเรียกร้องของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบนั้น ได้มีการดำเนินการอย่างไม่เคยนิ่งนอนใจ แม้แต่สำหรับเรื่องของการให้นักวิชาการ ม.อ.หาดใหญ่ เข้ามาตรวจสอบหาสาเหตุนั้น กฟผ.ก็ยินดีที่จะดำเนินการให้ โดยสนับสนุนค่าใช้จ่ายทั้งหมดด้วยซ้ำ แต่ยอมรับว่ามีความล่าช้าจริง และคาดว่ายังอยู่ระหว่างการตัดสินใจของนักวิชาการ ซึ่งส่วนนี้ กฟผ.ไม่สามารถเข้าไปเร่งรัดได้
      
       “การพูดคุยที่ผ่านมานั้น ก็ไม่ได้ยึดเพียงหลักวิชาการเท่านั้น แต่ใช้ความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกันควบคู่เพื่อร่วมหาทางออกว่าจะช่วยเหลือ ชุมชนอย่างไร และที่ผ่านมานั้น ชาวบ้านมีความคาดหวังสูงต่อการแก้ไขปัญหาของโรงไฟฟ้าจะนะ อย่างไรก็ตาม เราไม่กลัวการตรวจสอบใดๆ ทั้งสิ้น เพราะการทำงานก็มีความโปร่งใส ปฎิบัติตามกรอบของ EIA กฎหมาย และกฎกระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัดผอ.โรงไฟฟ้าจะนะกล่าวทิ้งท้าย
ข้อมูลจาก...ผู้จัดการออนไลน์

กัปตันเรือเดินทะเลยันควันไฟป่าอิเหนาไม่เป็นอุปสรรคกับเรือใหญ่


กัปตันเรือเดินทะเลยันหมอกควันไฟป่าจากอินโดฯ ไม่เป็นอุปสรรคในการเดินเรือขนาดใหญ่ เนื่องจากระบบที่ใช้ในการเดินเรือมีความทันสมัย ห่วงเรือประมงขนาดเล็กหากเจอหมอกควันและเรือใหญ่ ควรใช้ความระมัดระวัง และลดความเร็วลง เพื่อป้องกันอุบัติเหตุเรือชนกัน
            กัปตันสมเจตน์ จิรัฐจินดา กัปตันเรือเบอบอน มรกต ซึ่งเป็นเรือรับส่งอุปกรณ์การสำรวจและผลิตปิโตรเลียมระหว่างท่าเรือ ปตท.สผ.กับแท่นผลิตและขุดเจาะบงกชเหนือ-ใต้ และแท่นอาทิตย์ ของ ปตท.สผ. กล่าวถึงกรณีที่ในช่วงนี้มีหมอกควันจากไฟป่าประเทศอินโดนีเซียปกคลุมในทะเล ว่า ในส่วนของเรือเดินทะเลจะไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหาดังกล่าว เพราะระบบที่ใช้ในการเดินเรือมีอุปกรณ์ที่ทันสมัย อย่างเช่น เรดาร์ ระบบตรวจจับ ระบบเข้าเวรระวังฉุกเฉิน ซึ่งกลางทะเลมีระบบเซฟตี้ของเราอยู่แล้ว เรดาร์เราก็ตรวจจับเรือประมง วัตถุต่างๆ ที่ไม่ใช่น้ำทะเลเรียบร้อยอยู่แล้ว ช่วงที่มีหมอกจึงเป็นเรื่องปกติที่การเดินเรือประสบพบเจอ โดยทั่วๆ ไปแล้วไม่มีปัญหา
      
       “ในส่วนของเรือประมง เมื่อมีหมอกลงในทะเล เขาก็จะมองเห็นเรือของเราชัดเจนอยู่แล้ว ถ้าเป็นตอนกลางคืนเราจะมีระบบไฟเข้ามาเกี่ยวข้อง ไฟเรือเดินของเรามันจะแยกชัดเจนว่า เรือวิ่งไปทางไหน ส่วนกลางวันก็จะเห็นเป็นรูปร่างเรือชัดเจน เมื่อเราเห็นเรือประมงเราก็หลบซ้ายหลบขวา เพราะเรือประมงปกติเขาจะไม่หลบเราอยู่แล้ว เราก็ต้องหลบเรือประมงด้วยตัวเราเอง กลางวันเราก็จะมองเห็นด้วยสายตา หากมีฝนตก หรือหมอกลงจัด เราก็จะใช้เรดาร์ตรวจจับ ซึ่งเราสามารถตรวจจับได้หมดกัปตันสมเจตน์กล่าว
           นอกจากนี้ กัปตันสมเจตน์ยังฝากเตือนเรือประมงว่า ในช่วงที่มีหมอกควันหนาแน่นในทะเลก็ขอให้ลดความเร็วเรือลงมาจากเดิม เมื่อเห็นเรือใหญ่ผ่านไปผ่านมาก็ขอให้ใช้ความระมัดระวัง และหลบให้เรือใหญ่ เพราะเรือใหญ่มันหลบยาก เรือเล็กมันหลบง่าย แค่หยุดอยู่เฉยๆ ให้เรือใหญ่วิ่งตัดหน้าไปก็ไม่มีปัญหา แต่ปัญหาอยู่ที่เรือประมงชอบตัดหน้าเรือใหญ่ เพราะเขาเป็นห่วงเรื่องคลื่นที่อยู่ท้ายเรือ เพราะเรือใหญ่วิ่งไปมันมีคลื่นอยู่ด้านท้าย เขาก็เลยอยากจะวิ่งตัดหน้ามากกว่า การมองของเรือเล็กเขาก็คิดว่าเคลียร์ เขาสามารถวิ่งเร็วและหลบทันได้ แต่การมองของเรือใหญ่มันจะไม่เหมือนเรือเล็ก เรือใหญ่มอง 50-100 เมตร ถือว่าอันตรายแล้ว แต่เรือเล็กของเขา 50 เมตรถือว่าไม่อันตราย ทั้งนี้ เป็นห่วงในเรื่องการเกิดอุบัติเหตุเรือชนกัน หากหมอกลงหนาทึบ
            สำหรับเรือเบอบอน มรกต เป็นเรือรับส่งอุปกรณ์การสำรวจและผลิตปิโตรเลียมระหว่างท่าเรือ ปตท.สผ. กับแท่นผลิตและขุดเจาะบงกชเหนือ-ใต้ และแท่นอาทิตย์ ของ ปตท.สผ. ระยะทาง120-130 ไมล์ทะเล ใช้ระยะเวลาวิ่ง 12-13 ชั่วโมง ส่วนใหญ่จะออกจากท่าเรือในเวลาช่วงเย็นและจะไปถึงแท่นเจาะในเวลาเช้า โดยจะเดินทางในช่วงกลางคืนเป็นส่วนใหญ่ ขนาดเรือ 1,800 ตันกรอส ยาว 60 เมตร กว้าง 15 เมตร กินน้ำลึก 5 เมตร มีลูกเรือทั้งหมด 16 คน
ข้อมูลจาก...ผู้จัดการออนไลน์

ค้นบ้านเอเยนต์สาวสงขลารายใหญ่ไหวตัวหนีทันยึดยาไอซ์ 7 กก. 21 ล้าน


ตำรวจสงขลาร่วมกับฝ่ายปกครองตรวจค้นบ้านเอเยนต์สาวค้ายาเสพติดราย ใหญ่ใน จ.สงขลา ยึดยาไอซ์ 7 กิโลกรัม มูลค่า 21 ล้านบาท ผู้ต้องหาไหวตัวทันหลบหนีไปได้ เจ้าหน้าที่กำลังขยายผลไล่ล่า เผยเป็นน้องสาวเอเยนต์รายใหญ่ซึ่งถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำสงขลา
      
       เมื่อช่วงเที่ยงของวันที่ 22 มิ.ย.55 กำลังเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนตำรวจภูธร จ.สงขลา ร่วมกับชุดปราบปรามยาเสพติด สภ.เมืองสงขลา และชุดเฉพาะกิจผู้ว่าราชการ จ.สงขลา นำโดย พล.ต.ต.ชินทัต มีศุข รองผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค 9 และ พ.ต.อ.เอกภพ ประสิทธิ์วัฒนชัย รองผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.สงขลา นำหมายค้นของศาล จ.สงขลา เข้าตรวจค้นบ้านทาวน์เฮาส์สองชั้นเลขที่ 95/2 ม.1 ซอยถาวร ต.พะวง อ.เมือง จ.สงขลา หลังสืบสวนทราบว่า ใช้เป็นสถานที่พัก และลักลอบจำหน่ายยาเสพติดรายใหญ่ในพื้นที่ จ.สงขลา
      
       จากการตรวจสอบพบว่า บ้านหลังดังกล่าว มี น.ส.วิภาภรณ์ ฉิมทับ อายุ 28 ปี เป็นชาว จ.สงขลา เป็นผู้เช่า และเป็นเอเยนต์ค้ายาเสพติดรายใหญ่ จากการตรวจค้นภายในบ้านพบยาไอซ์น้ำหนักรวม 7 กิโลกรัม มูลค่า 21 ล้านบาท ซุกซ่อนอยู่ในบ้าน นอกจากนี้ ยังพบอุปกรณ์สำหรับแบ่งขายยาไอซ์ทั้งเครื่องชั่ง และหลอดพลาสติกจำนวนมาก รวมทั้งอุปกรณ์การเสพยาไอซ์ครบชุด แต่น.ส.วิภาภรณ์ ไหวตัวทันหลบหนีไปได้ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะเข้าตรวจค้นไม่นาน
      
       เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้ยึดยาไอซ์ทั้งหมดซึ่งเป็นล็อตใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยจับได้ใน พื้นที่ จ.สงขลาไว้เป็นของกลาง และส่งชุดสืบสวนติดตามไล่ล่า น.ส.วิภาภรณ์ เอเยนต์ค้ายาเสพติดรายนี้ ซึ่งเชื่อว่าน่าจะยังคงกบดานอยู่ในพื้นที่ จ.สงขลา สำหรับ น.ส.วิภาภรณ์ เป็นน้องสาวของ นายธนากร ฉิมทับ หนึ่งในเอเยนต์ค้ายาเสพติดรายใหญ่ใน จ.สงขลา ซึ่งที่ถูกตำรวจจับกุมไปเมื่อสองปีก่อน หลังยิงต่อสู้กับตำรวจขณะเข้าจับกุม และขณะนี้ ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำกลางสงขลา และน.ส.วิภาภรณ์ ได้หันมาตั้งตัวเป็นเอเยนต์แทนพี่ชาย โดยตำรวจจะทำการขยายผลไปยังเครือข่ายค้ายาเสพติดกลุ่มนี้ ทั้งในพื้นที่ จ.สงขลา และในเรือนจำ จ.สงขลา
ข้อมูลจาก...ผู้จัดการออนไลน์

ชง 1.2 พันล้านช่วย SMEs และฮาลาล-รมช.คลังหนุนอุ้ม “ต้มยำกุ้ง” มาเลย์ด้วย


บสย.จับมือไอแบงก์เซ็น MOU ในวงเงิน 1.2 พันล้าน ช่วยผู้ประกอบการ SMEs และกลุ่มธุรกิจฮาลาลใน 2 โครงการ พร้อมกระตุ้นการเข้าถึงเงินทุนของธุรกิจอาหารฮาลาลเพื่อรองรับตลาดโลก ซึ่งไทยกำลังเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่มีอินโดนีเซียเป็นประเทศที่มี ประชากรมุสลิมมากที่สุดของโลก ด้าน รมช.คลัง เผยเตรียมโครงการช่วยเหลือกลุ่มต้มยำกุ้งในมาเลเซียเพื่อเข้าถึงแหล่งเงิน ทุนได้เช่นเดียวกับผู้ประกอบการในภาคใต้
      
       วันที่ 20 มิ.ย.55 เวลา 14.00 น. ณ ห้องตะกั่วป่า โรงแรมหรรษาเจ.บี. อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในโครงการค้ำประกันสินเชื่อผู้ประกอบการธุรกิจฮาลาล และโครงการค้ำประกันสินเชื่อ IBank Big5” โดยมีนายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน และมีนายกฤษฎา บุญราช ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา กล่าวต้อนรับ
          นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ปัจจุบันมุสลิมทั่วโลกมีประมาณ 1.6 พันล้านคน หรือ 23% ของประชากรโลก และคาดว่าภายในปี 2573 จะมีจำนวนมุสลิมโลกเพิ่มขึ้นเป็น 2.2 พันล้านคน เห็นถึงโอกาสการเติบโตของธุรกิจฮาลาลจากความต้องการของผู้บริโภคอย่างต่อ เนื่อง ซึ่งในปัจจุบันนั้น ธุรกิจฮาลาลทั่วโลกมีมูลค่ารวมกว่า 208 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ โดยเป็นอุตสาหกรรมอาหารฮาลาลถึง 5.7 แสนล้านเหรียญสหรัฐ
      
       ประกอบกับประเทศไทยมีความโดยเด่นในเรื่องการผลิตอาหารสำเร็จรูป และอาหารทะเล ซึ่งจะส่งผลดีต่อการส่งออกมากยิ่งขึ้น เฉพาะภายหลังจากที่มีการเปิดประชาคมอาเซียนในปี 2558 นี้ ก็จะมีตลาดของประเทศอินโดนีเซียรองรับอย่างแน่นอน ซึ่งมีประชากรมุสลิมมากที่สุดในโลกคิดเป็น 13% ขณะที่มาเลเซีย และบรูไนเองก็เป็นประเทศที่มีมุสลิม และมีมูลค่าตลาดมหาศาลด้วยเช่นกัน ทำให้ต้องเกิด 2 โครงการลงนามข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ เพื่อให้ผู้ประกอบการได้เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้โดยง่ายขึ้น และสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ผลักดันให้ครัวไทยสู่ครัวโลก
      
       “นอกจากการลงนามในครั้งนี้แล้ว ยังมีแนวคิดที่จะขยายไปสู่กลุ่มต้มยำกุ้งซึ่งเป็นผู้ประกอบการร้านอาหารไทย ในประเทศมาเลเซียอีกด้วย ซึ่งจะมีการตกลงกับผู้ประกอบการในเร็วๆ นี้ โดยอัตราดอกเบี้ยก็จะไม่ต่างกับกับโครงการที่ทำขึ้นให้กับผู้ประกอบการใน ประเทศไทยรมช.การคลังกล่าว
           ด้านนายวิบูลย์ เพิ่มอารยวงศ์ กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บสย. กล่าวว่า สำหรับ โครงการค้ำประกันสินเชื่อฯ จะเป็นการส่งเสริม และสนับสนุนด้านการเงินให้ผู้ประกอบการ SMEs ธุรกิจฮาลาลที่ได้รับใบอนุญาตและมีหนังสือรอบรองฮาลาล ทั้งในส่วนของภาคการผลิต การค้าและบริการ สามารถแข่งขับกับต่างประเทศตามนโยบายครัวไทยสู่ครัวโลก โดยมีวงเงินค้ำประกันรวม 500 ล้านบาท หรือไม่เกิน 40 ล้านบาทต่อราย ภายในอายุการค้ำประกัน 7 ปี ซึ่งมีค่าธรรมเนียมการค้ำประกันเพียง 1.25% ต่อปี โดยสิ้นสุดการรับคำขอภายในวันที่ 19 มิ.ย.2556
            ด้านนายธีรศักดิ์ สุวรรณยศ ผู้จัดการธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย กล่าวถึงโครงการค้ำประกันสินเชื่อ IBank Big5 ว่า จะตอบสนอง SMEs ทั่วไปที่มีศักยภาพแต่ขาดเงินทุน ด้วยวงเงินค้ำประกันรวม 700 ล้านบาท หรือไม่เกิน 20 ล้านบาทต่อราย ภายในอายุการค้ำประกัน 7 ปีเช่นเดียวกัน แต่มีค่าธรรมเนียมการค้ำประกันสูงกว่าเล็กน้อย 1.55% ต่อปี และจะสิ้นสุดรับคำขอในวันที่ 19 มิ.ย.2556
ข้อมูลจาก...ผู้จัดการออนไลน์

ก๊อกๆ... 20 สาวรั้ว “ไอแบงก์” พาเหรดโชว์ของดี “แฟชั่นมุสลิมยุคใหม่” รับ AEC


ชมแฟชั่นสุดกิ๊บเก๋ 20 ชุดผ่านพนักงานสาวมุสลิมจากรั้วธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ที่คัดสุดยอดฝีมือและดีไซน์โมเดิร์น ซึ่งได้รับการส่งเสริมจากโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเครื่องแต่งกาย มุสลิม 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้
            วันที่ 20 มิ.ย.55  “ASTVผู้จัดการภาคใต้เก็บตกแฟชั่นชุดพิเศษที่หาชมได้ยาก ระหว่างพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการค้ำประกันสินเชื่อผู้ประกอบการธุรกิจฮาลาลโดยบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ณ โรงแรมหรรษาเจ.บี.หาดใหญ่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา
            โดยมีนางแบบสาวมุสลิมมือสมัครเล่น 20 ของพนักงานธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยที่ยอมทุ่มสุดตัว คัด 20 ชุดโชว์สุดยอดฝีมือการตัดเย็บที่ประณีต ผสมผสานดีไซน์ที่กิ๊บเก๋ ทันสมัย และโฉบเฉี่ยว ภายใต้โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเครื่องแต่ง กายมุสลิม 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งร่วมกับธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย และสถาบันพัฒนาสิ่งทอ เพื่อยกระดับเครื่องแต่งกายมุสลิมเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ในเร็ววันนี้
ข้อมูลจาก...ผู้จัดการออนไลน์

ตชด. 43 บุกยึดผืนป่าสงวนแห่งชาติเขาแดน หลังถูกบุกรุกทำสวนยาง


เจ้าหน้าที่หน่วยเฉพาะกิจ ตชด.ที่ 43 และฝ่ายปกครอง อ.นาทวี เข้าจับกุมกลุ่มผู้บุกรุกป่าสงวนแห่งชาติเขาแดน ขณะกำลังใช้รถแทรกเตอร์แปลงสภาพป่าบนยอดเขาเป็นสวนยางบนเนื้อที่ 6 ไร่
      
       วันที่ 20 มิ.ย.55 เมื่อเวลา 12.00 น. พล.ต.ต.ลิขิต สุทธะพินทุ ผบก.ตชด.ภาค 4 ร่วมกับ พ.ต.ท.วัฒนา เพ็งแก้ว ผบฉ.ตชด. 43 นำกำลังเจ้าหน้าที่หน่วยเฉพาะกิจตำรวจตระเวนชายแดนที่ 43 ร่วมกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง อ.นาทวี จ.สงขลา ออกตรวจปราบปรามการบุกรุกทำลายป่า โดยเข้าจับกุมกลุ่มผู้บุกรุกป่าสงวนแห่งชาติป่าเขาแดน บ้านโต้นน ม.7 ต.คลองทราย อ.นาทวี จ.สงขลา ขณะกำลังใช้รถแทรกเตอร์แปลงสภาพผืนป่าบนยอดเขาเป็นขั้นบันได เพื่อทำสวนยางพาราในเนื้อที่จำนวน 6 ไร่หลังจากที่ได้ทำการตัดโค่นต้นไม้ใหญ่ไปก่อนหน้านี้
      
       โดยเจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจยึดรถแทรกเตอร์ 1 คัน รถยนต์ 1 คัน เลื่อยยนต์ 1 เครื่องไว้เป็นหลักฐาน และควมคุมตัว นายวัชรินทร์ อุปถัมภ์วารีย์ อายุ 45 ปี อยู่บ้านเลขที่ 70 ม.5 ต.นาทวี อ.นาทวี จ.สงขลา พร้อมแจ้งความดำเนินคดีข้อเกี่ยวกับ พ.ร.บ.ป่าไม้ฐานบุกรุกทำลายป่า ทั้งนี้ จากการตรวจสอบสภาพผืนป่าในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าเขาแดน พบว่าขณะนี้มีการบุกรุกลึกเข้าไปถึงป่าชั้นในจนถึงสันเขา โดยใช้เครื่องกลหนักเพื่อแปลงสภาพเป็นสวนยางพารา
ข้อมูลจาก...ผู้จัดการออนไลน์

วันจันทร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2555

รถเสียหลักเหินพุงชนป้าย ม.ทักษิณ สูงกว่า 3 ม. รถพังยับ คนขับเจ็บ


เกิดอุบัติเหตุรถยนต์กระบะ เสียหลักชนต้นไม้ และเหินขึ้นไปชนป้ายมหาวิทยาลัยทักษิณ ความสูงกว่า 3 เมตร รถพังยับคนขับได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย
      
       เมื่อเวลา 08.00 น.วันที่ 17 มิ.ย.55 พ.ต.ท.พิเชษฐ์ไชย หนูผุด สารวัตรเวรสอบสอบ สภ.เมืองสงขลา รับแจ้งว่า เกิดอุบัติเหตุรถชนป้ายของมหาวิทยาลัยทักษิณ หน้ามหาวิทยาลัยทักษิณ ถนนกาญจนวานิช ขาออกตัวเมืองสงขลา หลังรุดไปตรวจสอบพบรถยนต์กระบะยี่ห้ออีซูซุ สีเลือดหมู หมายเลขทะเบียน บต 2666 สงขลา พุ่งชนติดอยู่กับป้ายคอนกรีตของมหาวิทยาลัยทักษิณ ซึ่งตั้งอยู่บนเนินสูงเกือบ 3 เมตร พังเสียหายทั้งคัน โดยมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 1 คนคือ นายวิทยา เกสรพันธุ์ อายุ 35 ปี มีภูมิลำเนาอยู่เลขที่ 53 ถนนศรีสุดา เขตเทศบาลนครสงขลา ซึ่งเป็นคนขับ ถูกส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลสงขลา นอกจากนี้ ยังมีต้นไม้ริมทางถูกชนหักอีก 1 ต้น
      
       จากการสอบสวนทราบว่า ขณะเกิดเหตุ นายวิทยา ขับรถออกจากตัวเมืองสงขลา เดินทางไปทำธุระ เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นทางกลับรถ ได้มีรถยนต์อีกคันเลี้ยวออกมาในระยะกระชั้นชิด นายวิทยาจึงพยายามหักหลบ แต่เนื่องจากรถวิ่งมาด้วยความเร็วสูงจึงบังคับไม่อยู่ และเสียหลักพุ่งลงข้างทางชนต้นไม้ริมถนน และยังเหินขึ้นไปชนกับป้ายมหาวิทยาลัยทักษิณอย่างแรงจนรถพังเสียหายทั้งคัน แต่โชคดีที่ นายวิทยา บาดเจ็บแค่เล็กน้อย และช่วงเกิดเหตุไม่มีผู้คน และนักศึกษาเดินอยู่ในบริเวณดังกล่าว
ข้อมูลจาก...ผู้จัดการออนไลน์

รวบพัสดุไปรณีย์ส่งยาเสพติด-กระสุนปืนชุดใหญ่ลง 3 จชต.


คณะทำงานติดตามเส้นทางการเงินเครือข่ายยาเสพติดและกลุ่มก่อความไม่ สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ร่วมกับเจ้าหน้าที่ ปปส.ตรวจยึดเสพติดประเภท 5 ทั้งยาแก้ไอ ใบกระท่อมและยากล่อมประสาทรวมทั้งกระสุนปืนที่ถูกส่งทางไปรษณีย์จากกรุงเทพฯ ปลายทาง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ล็อตใหญ่
      
       วันที่ 16 มิ.ย.55 เมื่อเวลา 14.00 น. พล.ต.สรุพล ชื่นตระกูล ผู้บัญชาการคณะทำงานติดตามเส้นทางการเงินเครือข่ายยาเสพติดและกลุ่มก่อความ ไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศขก.จชต.)ร่วมกับ พล.ต.ต.เชิดชัย เสนาขะนันท์ ผบก.ปส.5 พร้อมกำลังเจ้าหน้าทั้งสองหน่วยเข้าตรวจยึดเสพติดประเภท 5 ประกอบด้วย ยาแก้ไอ ใบกระท่อม และยากล่อมประสาทล็อตใหญ่ซึ่งบรรจุอยู่ในกล่องพัสดุไปรษณีย์ภัณฑ์จำนวน 41 กล่อง โดยตรวจยึดได้ที่ศูนย์ไปรษณีย์ อ.หาดใหญ่ มีต้นทางถูกส่งมาจากที่ทำการไปรษณีย์ต่างๆจำนวน 19 แห่งในพื้นที่กรุงเทพฯ โดยมีปลายทางผู้รับอยู่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
      
       จากการตรวจสอบพบว่าในแต่ละกล่องจะมีการบรรจุทั้งใบกระท่อมยาแก้ไอ ทั้งที่บรรจุขวดและเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ใส่ไว้ในขวดน้ำอัดลม และยากล่อมประสาทรวมกันไว้เป็นแพ็คเก็ตพร้อมจำหน่ายเพื่อนำไปใช้ผลิตเป็นยา เสพติดคูณร้อย และจากการตรวจนับพบว่ามีใบกระท่อมน้ำหนัก 200 กิโลรัม ยาแก้ไอ 500 ขวด ยากล่อมประสาทอัลปราโซแลมและมาโน 3,200 เม็ด นอกจากนี้บางกล่องยังระบุชื่อผู้รับเป็นนายทหารคือ พ.ท.สราวุธ รัตนวงศ์ศิริ หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธิน ต.จอเบาะ อ.ยี่งอ จ.นราธิวาส ซึ่งจากการตรวจพบว่าทั้งชื่อและตำแหน่งเป็นการปลอมขึ้นมา
      
       และนอกจากยาเสพติดทั้งหมดแล้วเจ้าหน้าที่ได้ได้ยึดกระสุนปืนอีก1 กล่องซึ่งส่งถึงที่ว่าการอำเภอกรงปินัง จ.ยะลา โดยมีกระสุนปืนรวม 700 นัดประกอบด้วย ขนาด.22 จำนวน500 นัด ขนาด9 มม. จํานวน 150 นัด และกระสุนปืนลูกซอง 50 นัด
      
       เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้รวบรวมรายชื่อทั้งผู้ส่งและผู้รับ เพื่อไปตรวจสอบและขยายผลติดตามจับกุมและเชื่อมโยงไปยังเครือข่ายผู้ค้ายาเสพ ติดในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้และเครือข่ายกลุ่มก่อความไม่สงบต่อไป
ข้อมูลจาก...ผู้จัดการออนไลน์

เผยพบเอกสารปาตานีอีกเพียบในต่างแดน รวมทั้งธงชาติ-เหรียญตรา


นักวิชาการเผย ร้อยเอกสารประวัติปาตานี พบอีกเพียบในต่างแดน รวมทั้งธงชาติ-เหรียญตรา ชี้กว่าจะได้ข้อมูลต้องใช้ความไว้ใจสูง
      
       เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 15 มิถุนายน 55 ที่สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) วิทยาเขตปัตตานี ร่วมกับวารสารสงขลานครินทร์ ฉบับสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ วารสารรูสะมิแล และสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) วิทยาเขตหาดใหญ่ จัดเสวนาทางวิชาการ เรื่อง ปาตานี ในมิติประวัติศาสตร์สังคมและวัฒนธรรมเพื่อนำเสนอและเผยแพร่งานวิจัย ซึ่งส่วนหนึ่งรวบรวมอยู่ในวารสารวิชาการด้านเอเชียศึกษา รุไบยาตโดยมีเข้าร่วมประมาณ 200 คน
      
       ภายในงานมีนิทรรศการเกี่ยวกับ 100 เอกสารประวัติศาสตร์ปาตานี รวมถึงโปสเตอร์ Patani Timeline ซึ่งเป็นการนำเสนอประวัติศาสตร์ปาตานีในความสัมพันธ์กับสยามและภูมิภาค เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผ่านเส้นทางกาลเวลา อีกทั้งยังมีการจัดแสดงหนังสือเก่าในสมัยอดีตจำนวนมาก และรูปถ่ายบรรดาอูลามาอ์ (นักปราชญ์) ที่สำคัญๆ ของปาตานีหรือมีเชื้อสายปาตานี
      
       นายนิอับดุลรากิ๊บ บินนิฮัสซัน อาจารย์ประจำภาควิชาภาษามลายู คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ ม.อ. วิทยาเขตปัตตานี กล่าวในช่วงแนะนำโครงการร้อยเอกสารสำคัญที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ปาตานีว่า เอกสารสำคัญทางประวัติศาสตร์ของปาตานี ไม่ได้มีแค่เพียง 100 เอกสารเท่านั้น แต่ยังมีอีกจำนวนมากที่ไม่ได้นำมารวบรวมในรายชื่อเอกสารสำคัญ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเอกสารสำคัญมีเพียง 100 เอกสารเท่านั้น แต่สามารถหามาได้ 200 เอกสารก็ยังได้ หากได้รับความไว้วางใจจากเจ้าของเอกสาร
      
       นายนิอับดุลรากิ๊บ เปิดเผยว่า ตนได้เดินทางไปตามหาเอกสารสำคัญทางประวัติศาสตร์ของปาตานีในหลายประเทศแถบ มลายูพบปัญหาหลายอย่างโดยเฉพาะหากเดินทางไปด้วยกันหลายคน เช่น การเดินทางไปที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในมาเลเซีย ซึ่งพบตู้เอกสารที่ระบุว่าเป็นตู้เก็บหนังสือ “Hikayat Patani” แต่เจ้าหน้าที่ระบุว่า กุญแจหายไม่สามารถไขตู้ได้ แต่หลังจากนั้นเมื่อตนเดินทางไปคนเดียว เจ้าหน้าที่ได้นำหนังสือดังกล่าวมาให้ดู ซึ่งหมายความว่า การหาเอกสารบางชิ้นต้องใช้ความไว้วางใจสูง
           นอกจากเอกสารแล้ว ยังพบหลักฐานทางประวัติศาสตร์ปาตานีอื่นๆ อีกหลายชิ้น เช่น ตนพบธงปาตานีที่บ้านหลังหนึ่งในประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งพบว่าธงชาติปาตานีมีหลายแบบ แต่ละกลุ่มขบวนการกู้เอกราชของปาตานีก็มีธงชาติของปาตานีในรูปแบบที่แตกต่าง กัน ซึ่งหากได้รับเอกราชแล้ว ปัญหาความขัดแย้งที่จะตามก็คือจะเอาธงของใครมาเป็นธงประจำชาติก็อาจเป็นได้
      
       นอกจากธงชาติปาตานีแล้ว ยังพบเหรียญตราประจำหัวเมืองต่างๆของปาตานีในสมัยที่แบ่งเป็น 7 หัวเมืองด้วย ซึ่งแต่ละหัวเมืองจะมีเหรียญเป็นของตัวเอง
      
       นายอาหมัด ฟัตฮี อัล - ฟาตานี (Mr.Ahmad Fathy Al-Fatani) นักวิชาการอิสระจากรัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย ได้กล่าวปาฐกถาเรื่อง “Patani : Dari Negara Darul Salam Sampai Changwat Pattani" ("ปาตานี": จากประเทศนิวาสสถานแห่งสันติสุข สู่จังหวัด "ปัตตานี") ซึ่งอธิบายถึงประวัติศาสตร์ของรัฐปาตานีตั้งแต่ยุครุ่งเรืองมาจนกระทั่งแพ้ สงครามและตกเป็นของสยาม โดยเฉพาะในยุคที่อังกฤษเข้ามายึดครองพื้นที่แหลมมาลายา ซึ่งขณะนั้นอังกฤษมองว่าปาตานีเป็นส่วนหนึ่งของสยาม บวกความสามารถในทางการทูตของสยามที่เหนือกว่าปาตานี ทำให้ปาตานีตกเป็นของสยามไปในที่สุด
ข้อมูลจาก...ผู้จัดการออนไลน์

ทุบเก๋งป้ายแดงกลางเมืองหาดใหญ่ฉกเงินสด 2 แสนหนีเข้ากลีบเมฆ


2 โจ๋ทุบกระจกเก๋งป้ายแดงของตำรวจหญิงซึ่งจอดไว้กลางเมืองหาดใหญ่ ฉกเงินสด 2 แสนบาทที่เพิ่งเบิกจากธนาคารหนีเข้ากลีบเมฆ
      
       ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา17.00 น. วันที่ 15 มิ.ย.55 ร.ต.อ.บุญช่วย บุญรอด พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรหาดใหญ่ รับแจ้งว่าเกิดเหตุคนร้ายทุบกระจกรถเก๋งและชิงทรัพย์ ซึ่งจอดอยู่ภายในซอยรณภูมิ ถนนราษฎร์อุทิศ หน้าโรงเรียนอนุบาลกุลจินต์ เขตเทศบาลนครหาดใหญ่
      
       หลังรุดไปตรวจสอบพบรถเก๋งป้ายแดง ยี่ห้อโตโยต้า วีออส สีขาว หมายเลขทะเบียน ก 3947 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นรถของดาบตำรวจหญิงวิชิตา แสงศรี สังกัดตำรวจภูธร ภาค 9 โดยคนร้ายได้ใช้ของแข็งทุบที่กระจกประตูหน้าด้านซ้ายจนแตก และขโมยเงินสดที่อยู่ในกระเป๋าสะพายจำนวน 2 แสนบาทหลบหนีไป
      
       จากการสอบสวน ดาบตำรวจหญิงวิชิตาให้การว่า ก่อนเกิดเหตุตนได้ไปเบิกเงินสดมาจากธนาคารจำนวน 2 แสนบาท โดยขับรถมากับนายชานนท์ แสงศรี อายุ 29 ปี หลานชาย โดยตนได้แวะหาหมอที่คลินิกทำฟันย่านตลาดกิมหยง และนายชานนท์ได้ขับรถมาจอดบริเวณเกิดเหตุเพื่อลงไปหาเพื่อนที่ร้านเครื่อง เสียงซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้าม โดยที่ลืมนำกระเป๋าเงินที่วางอยู่ใต้ที่นั่งข้างคนขับลงไปด้วย
      
       คนขับรถบรรทุกสิบล้อ พยานซึ่งอยู่ในบริเวณดังกล่าวให้การว่า ไม่เกิน 10 นาทีหลังจากนายชานนท์จอดรถ ได้เห็นคนร้ายเป็นชายวัยรุ่น 2 คน ขับรถจักรยานยนต์ไม่ทราบยี่ห้อและป้ายทะเบียนมาจอดข้างรถเก๋ง ก่อนใช้ของแข็งทุบกระจกรถจนแตก และเข้าไปรื้อคนทรัพย์สินและขับรถจักรยานยนต์หลบหนีไป เมื่อนายชานนท์มาตรวจดูก็พบว่ากระเป๋าสะพายที่ใส่เงินสด 2 แสนบาทได้หายไปด้วย
      
       เบื้องต้น ตำรวจวิทยาการได้มาตรวจและเก็บลายนิ้วมือแฝงไว้เป็นหลักฐานแล้ว ขณะที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.หาดใหญ่ จะตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดตามเส้นทางที่คาดว่าคนร้ายจะขับหลบหนี เพื่อหาเบาะแสในการติดตามจับกุมคนร้ายทั้งสองต่อไป
ข้อมูลจาก...ผู้จัดการออนไลน์

สมาพันธ์ครู 3 จชต.ค้านตัด 4 อำเภอสงขลาออกพื้นที่เสี่ยง หวั่นกระทบชีวิต-สวัสดิการ


นายบุญสม ทองศรีพลาย ประธานสมาพันธ์ครู 3 จังหวัดชายแดนใต้ ได้แถลงการณ์คัดค้านการนำร่องให้ 2 อำเภอในสงขลาออกจากการเป็นพื้นที่เสี่ยงภัยก่อนขยายทั้ง 4 อำเภอ แม้สถานการณ์ความไม่สงบจะเกิดขึ้นน้อยจนเกือบปกติ เหตุยังไม่มีใครสามารถการันตีได้แต่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ หวั่นกระทบต่อขวัญกำลังใจ สวัสดิภาพ และสวัสดิการของข้าราชการครู ยันให้เกาะกลุ่มรับสิทธิประโยชน์เทียบเท่าใน 3 จชต.
      
       วันที่ 15 มิ.ย.55 เมื่อเวลา 13.00 น. ณ หอประชุมศรีเกียรติพัฒน์ องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา (อบจ.) สมาพันธ์ครู 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมข้าราชการครูใน 4 อำเภอของ จ.สงขลา และ อ.สะเดา กว่า 800 คน ได้เดินทางมาการประชุมรับทราบนโยบายเรื่องขวัญกำลังใจครู 3 จชต. และ 4 อำเภอของ จ.สงขลา ภายหลังจากที่ออกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภ.4 ส่วนหน้า) เตรียมเสนอต่อกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในและรัฐบาลเพื่อนำเข้าสู่ ครม.ยกเลิกเป็นพื้นที่เสี่ยงภัยต่อเนื่องจาก 3 จชต. โดยเริ่มจากพื้นที่ อ.นาทวีและ อ.จะนะ เนื่องจากเห็นว่าขณะนี้สถานการณ์ในพื้นที่เริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ และได้มีการยกเลิกการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และเปลี่ยนมาเป็น พ.ร.ก.ความมั่นคงชายแดนใต้
           นายบุญสม ทองศรีพลาย ประธานสมาพันธ์ครู 3 จังหวัดชายแดนใต้ ได้แถลงการณ์ว่า ปัจจุบันสมาพันธ์ฯ มีสมาชิกกว่า 30,000 คน ใน 3 จชต. และ 4 อำเภอของ จ.สงขลา ซึ่งตกอยู่ในสถานการณ์การทำงานภายใต้ความกดดันและไม่ปลอดภัย และขอคัดค้านการยกเลิกพื้นที่ 4 อำเภอของ จ.สงขลา ออกจากการเป็นพื้นที่เสี่ยงภัย เพราะขณะนี้ยังไม่สามารถการันตีได้ว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ปกติแล้ว แต่ทว่ายังต้องเฝ้าระวังเป็นกรณีพิเศษอยู่ เมื่อเป็นเช่นนั้นจึงควรที่จะให้สิทธิประโยชน์แก่ข้าราชการครูทั้งการได้รับ สิทธิ สวัสดิการ สวัสดิภาพของครู นักเรียน และสถานศึกษาเทียบเท่ากับ 3 จชต. เพื่อให้มีขวัญกำลังใจที่ดีในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา
      
       “ในวันที่ 22 มิ.ย.ตนจะประชุมกับ พล.ท.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชย์ แม่ทัพภาคที่ 4 เพื่อนำเรื่องนี้ให้พิจารณาว่า อย่างไรเสียก็ต้องดูแลครูใน 3 จชต. และ 4 อำเภอของ จ.สงขลา ให้เท่าเทียมกัน ให้มีทั้งความปลอดภัย มีความก้าวหน้าในวิชาชีพเหมือนพื้นที่อื่นๆ เพื่อให้การศึกษาของเยาวชนได้เดินหน้าไปพร้อมกัน ครูใน 4 อำเภอมีสภาพชีวิตที่คล้ายคลึงกับ 3 จชต. จึงต้องรวมพลังกันผลักดันและมีสิทธิมีเสียงในการสะท้อนความเดือดร้อนด้วยนายบุญสมกล่าวต่อและว่า
          ทั้งนี้ บทบาทของสมาพันธ์ครู 3 จชต. ที่ผ่านมาเป็นกลุ่มพลังหลักในการเรียกร้องและสะท้อนความเดือดร้อนของข้า ราชการครู ซึ่งหลายฝ่ายไม่เข้าใจนับตั้งแต่ปี 2547 จนเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย และได้รับการตอบสนองเป็นรูปธรรม อาทิ การเรียกร้องเงินเสี่ยงภัยในพื้นที่พิเศษตั้งแต่ปี 2549, การจัดสรรโควตาการเลื่อนขั้นกรณีพิเศษให้กับครู (2 ขั้น ศอ.บต.), การปรับหลักเกณฑ์การเลื่อนวิทยฐานะ เกณฑ์ จชต. (ปัจจุบันเป็นเกณฑ์ ว10)
      
       นอกจากนี้ยังมีการเสนอขอเพิ่มเงินเสี่ยงภัยในพื้นที่พิเศษจาก 2,500 บาทเป็น 3,500 บาท, การเรียกร้องเงิน พ.ส.ร.ให้กับครูในพื้นที่ 4 อำเภอของ จ.สงขลา เงินเพิ่มพิเศษสำหรับการสู้รบ ที่พิจารณาให้กับ ผู้ที่ได้ทาการสู้รบ หรือต่อสู้ จนได้รับอันตรายหรือทาการสู้รบ หรือต่อสู้ได้ผลดี หรือปฏิบัติหน้าที่ด้วยความตรากตรา เหน็ดเหนื่อย (พ.ส.ร.), การเสนิขอปรับเปลี่ยนวิธีคำนวนเงินบำนาญของ กบข. และอีกหลายข้อที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของรัฐบาล ดังนั้น เจตนารมณ์ของสมาพันธ์ครู 3 จชต. นั้น จะดูแลเพื่อนครูใน 4 อำเภอของ จ.สงขลา ให้ได้รับสิทธิประโยชน์เช่นเดียวกันกับ 3 จชต.
ข้อมูลจาก...ผู้จัดการออนไลน์

จ.สงขลา เรียก 16 อปท.ประชุมเร่งรัดงานปรับปรุงผังเมืองรวมหาดใหญ่


จังหวัดสงขลาประชุมเร่งรัดงานวางและปรับปรุงผังเมืองรวมหาดใหญ่ เพื่อติดตามความคืบหน้าการดำเนินการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตผัง ทั้ง 16 แห่ง
      
       วันที่ 15 มิ.ย.55 ที่ห้องประชุม CEO ศาลากลางจังหวัดสงขลา นายณัฐพงศ์ ศิริชนะ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เป็นประธานการประชุมเร่งรัดงานวางและปรับปรุงผังเมืองรวมหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา (ปรับปรุงครั้งที่ 3) โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมเพื่อติดตามความคืบหน้าการดำเนิน การขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้ง 16 แห่ง
      
       นายณัฐพงศ์ ศิริชนะ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา กล่าวว่า ผังเมืองรวมเมืองหาดใหญ่ จ.สงขลา หมดอายุการใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 5 มิ.ย. 2555 โดยเมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2551 กรมโยธาธิการและผังเมืองได้ถ่ายโอนภาระกิจการวางและจัดทำผังเมืองรวมเมือง หาดใหญ่ ให้แก่ องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตผังทั้ง 16 แห่งแล้ว
      
       โดยมีขอบเขตในพื้นที่ของเทศบาลนครหาดใหญ่ เทศบาลเมืองคลองแห เทศบาลเมืองควนลัง เทศบาลเมืองคอหงส์ เทศบาลเมืองบ้านพรุ เทศบาลตำบลคูเต่า เทศบาลตำบลน้ำน้อย เทศบาลตำบลบ้านไร่ อบต.คลองอู่ตะเภา อบต.ฉลุง อบต.ท่าข้าม อบต.ทุ่งตำเสา อบต.ทุ่งใหญ่ อบต.ท่าช้าง อบต.แม่ทอม และ อบต.นาหม่อม
      
       “ขอให้ทุกหน่วยงาน และทุกภาคส่วนที่มีหน้าที่รับผิดชอบในเรื่องดังกล่าว ได้ตระหนักและให้ความสำคัญกับการตราข้อบัญญัติท้องถิ่นในเขตพื้นที่ผังเมือง หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อจัดทำผังเมืองให้ได้มาตรฐานและถูกต้องนำไปสู่พัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพ ต่อไปรองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา กล่าว
ข้อมูลจาก...ผู้จัดการออนไลน์